Automatically translated.View original post

Thai language textbook, brave glass era

Went to find a Thai textbook, grade 2, reminiscent of memories, thinking of Yeon yesterday, classroom, grade 2 / 1

📍 read this chapter, remember not daring to eat Koi donkey 555

📍 teacher 1 teaches almost all subjects

The friends in the room who represent me.

Call a friend. Your real name.

One strange 📍 is that most of the time they call their real names, but before they are easy to write, easy to read.

📍 Most of the people who call their friends are very close or in the same village.

📍 30 years of old drama into my head.

And the children of that era were really like that.

6/21 Edited to

... Read moreตอนเห็นประโยค “ไม่ต้องมีที่ที่ให้ฉันอยู่” ในหัวมันเด้งกลับไปเป็นบรรยากาศห้องเรียนสมัย ป.2 ทันทีค่ะ มันให้อารมณ์เหงาๆ เงียบๆ แบบเด็กที่นั่งมุมห้องแล้วไม่กล้าพูด แต่ก็แปลกนะ แค่ประโยคเดียวกลับพาเราย้อนไปถึง “ที่” ของเราในวันนั้น—โต๊ะเรียนตัวเดิม กลิ่นสมุดใหม่ เสียงครูคนเดียวที่สอนแทบทุกวิชา และความรู้สึกว่าห้องเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยที่สุด สิ่งที่จำได้ชัดจากหนังสือเรียนภาษาไทยยุคเก่าๆ คือบทฝึกคำพื้นฐานที่ย้ำเรื่องคำพ้องเสียง/สระ/วรรณยุกต์ เช่น อย่า อยู่ อย่าง อยาก อ่านวนไปวนมาจนติดปาก พอโตขึ้นถึงค่อยรู้ว่ามันเป็นรากฐานสำคัญมาก เพราะคำพวกนี้ใช้บ่อยในชีวิตจริงสุดๆ แถมถ้าเขียนผิดความหมายก็เปลี่ยนทันที อย่าง “อย่า” ที่เป็นคำห้าม กับ “อยาก” ที่เป็นความต้องการ—แค่สลับนิดเดียวความรู้สึกคนอ่านก็คนละเรื่องแล้ว อีกอย่างที่หนังสือเรียนมักสอดแทรกคือบทเตือนภัยเรื่องอาหาร โดยเฉพาะ “อย่ากินเนื้อดิบ” เพราะอาจมีพยาธิ ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อันนี้สารภาพว่ามีผลกับชีวิตจริงมาก ตอนเด็กๆ อ่านแล้วอินจัด เวลาเห็นลาบก้อยหรืออะไรที่ดูดิบๆ จะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนภาพ “ถังอาหารมีควัน” ในหนังสือมันทำให้เราจำว่า ของสุกคือของปลอดภัย ถึงวันนี้จะโตแล้วและเข้าใจมากขึ้น แต่ความรู้สึกตอนเด็กยังจำได้อยู่เลย ส่วนเรื่องภาษาในห้องเรียนก็เป็นเสน่ห์ของยุคนั้นนะคะ การแทนตัวว่า “เรา/ข้า/ฉัน” และเรียกเพื่อนด้วยชื่อจริง หรือ “เอ็ง/เธอ” มันฟังเหมือนละครเก่าๆ แต่เชื่อเลยว่าเด็กหลายคนเคยเป็นจริงๆ ชื่อสมัยก่อนก็มักสั้น อ่านง่าย เขียนง่าย ทำให้เรียกชื่อจริงกันจนชิน แล้วชื่อเล่นจะใช้กับเพื่อนที่สนิทมากๆ หรืออยู่หมู่บ้านเดียวกัน ถึงจะกล้าเรียก ถ้าใครกำลังรู้สึกว่า “ไม่ต้องมีที่ที่ให้ฉันอยู่” ลองย้อนกลับไปหาความทรงจำแบบนี้ดูค่ะ บางที “ที่” ของเราอาจไม่ใช่สถานที่ใหญ่โต แต่อาจเป็นมุมเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกเป็นตัวเอง—เหมือนโต๊ะเรียนในวันเก่าๆ ที่แค่ได้นั่งก็อุ่นใจแล้ว