วิธีเลือกภาพวอลเปเปอร์สายมู (ฉบับไม่มีใครหลอกได้อีก)
ถ้าไม่อยากอ่านยาว เพื่อตอบคำถามบลูสรุปให้ว่า
..เลือกภาพที่รู้สึกว่ามันเรียกเรา จบ แค่นั้น ไม่ต้องถามคนอื่นเพิ่ม
เหมือนง่ายนะ แต่ปัญหาคือคนที่แทบไม่เคยฟังตัวเองจะเกิดคำถามทันทีกับประโยคสรุปของบลูว่า
…เรียกมันคืออะไรหรอคุณบลู
…ต้องรู้สึกยังไงหรอครับ/คะถึงเรียกว่าถูกเรียก
นี่คือผลของวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบ authority based (การเรียนแบบครูสอน ส่วนมึงหุบปากและฟัง) มากกว่าการเรียนรู้แบบสำรวจตัวเอง บลูไม่ได้กำลังมาเทศนาชี้ทางพิพพาน แต่กำลังชี้ว่าความชิบหายมันเริ่มตั้งแต่ตรงไหน และมันเกี่ยวข้องกับการเลือกภาพที่เรียกเรายังไง
โอเค ต่อนะคะ
ในระบบแบบนี้เรามักถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กว่า คนที่รู้มากกว่าคือคนที่เราควรเชื่อ / คนที่มีสถานะสูงกว่าคือคนที่เราควรฟัง / คำตอบที่ถูกต้องมีอยู่แล้วที่ไหนสักแห่ง ส่วนสิ่งที่ไม่ค่อยถูกฝึกคือ การสังเกตความรู้สึกตัวเอง / การตั้งคำถามกับคำอธิบายของคนอื่น / การแยกความรู้ออกจากอำนาจในการพูด
พอคนเติบโตมาในระบบแบบนี้ เราจะมี reflex อัตโนมัติอย่างหนึ่งคือ เมื่อเจอคนที่ดูรู้มากกว่า > สมองเราจะยก authority ให้เขาทันที
บลูไม่ได้กำลังบอกว่าคนแบบนี้โง่ แต่มันเป็น pattern การเรียนรู้ที่ฝังหัวคนจำนวนมากปัญหาคือเมื่อ pattern นี้ไปเจอกับตลาด spiritual หรือสายมู ซึ่งเต็มไปด้วยการอ้างความรู้พิเศษ เช่น ฉันรู้อดีตชาติโคตรพ่อโคตรแม่เธอ ฉันเอาผัวเก่าเมียเก่าเธอกลับมาได้ ฉันอ่านพลังงานได้ ฉันรู้จักจักรวาล ฉันสื่อสารกับบางสิ่งได้ ฉันดูอนาคตให้เธอได้ ฉันสะเดาะเคราะห์ให้เธอได้ ฉันมีญาณ ฉันคุยกับเจ้ากรรมนายเวรเธอได้ ฉันรู้จักศาสตร์บลาๆ คนที่ชินกับการเชื่อ authority จะไม่มีระบบตรวจสอบภายในเลย
ดังนั้นสิ่งที่บลูพยายามทำคือไม่อยากให้ใครเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่บลูเอง เพราะความคิดบลูก็เปลี่ยนแทบทุกไตรมาส อัตตาถูกถล่มได้ทุกวัน สิ่งที่เคยเชื่อเมื่อวาน วันนี้ไม่เชื่อแล้ว เพราะบลูทดสอบความคิดตัวเองอยู่เสมอ ไม่ได้จะบอกว่าฉันนี่มันอัจฉริยะ ส่วนคนอื่นมันไอ้หน้าโง่ แต่บลูกำลังจะบอกให้เราป้องกันตัวเองในโลกที่ข้อมูลเยอะ และกูรูผุดขึ้นมาเป็นเห็บหมา
ลองคิดง่ายๆ แบบนี้ ก่อนจะเชื่ออไรให้ตีว่าความคิดทุกอย่างเป็นสมมติฐาน > สมมติฐานต้องถูกทดสอบ > ถ้าหลักฐานหรือประสบการณ์เปลี่ยน ความคิดก็ต้องขยับ และเราต้องยอมรับว่าความรู้ของมนุษย์ผิดพลาดได้เสมอ และต้องเปิดให้มันถูกแก้ไข
ในทางกลับกัน คนที่ยึดความคิดเดิมตลอดชีวิต บางครั้งไม่ได้แปลว่าเขามีแก่น แต่อาจแปลว่าเขาหยุดตรวจสอบมันไปแล้ว เช่น คนที่อินกับโหราศาสตร์แง่การทำนายดวงมากๆ แต่พอโดนวิพากษ์ว่า แต่เรายังสำรวจดาวไม่ครบเลยนะ คนกลุ่มนี้จะปรี๊ดแตกทันที แทนที่จะทดสอบความแข็งแรงของความคิดนั้นจริง ๆ
อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ คำว่า “แก่น” มักถูกเข้าใจผิด ว่าเป็น ความเชื่อที่ไม่เปลี่ยน แต่ในความเป็นจริง แก่นอาจเป็นหลักการที่ทำให้เรากล้าทำลายความเชื่อของตัวเอง เช่น นักวิทยาศาสตร์ที่ดีไม่ได้มีแก่นอยู่ที่ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง แก่นของเขาคือความซื่อสัตย์ต่อการตรวจสอบความจริง ถ้าหลักฐานใหม่ทำลายทฤษฎีเดิม เขาต้องยอมปล่อยมัน
สิ่งที่ฉันยึดถือไม่ใช่ความเชื่อ แต่คือกระบวนการตรวจสอบความเชื่อ ….ประโยคนี้เป็นแก่นที่แข็งแรงมากของบลู และอยากให้ทุกคนมีเหมือนกันเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
กลับมาที่งานภาพ ตลาดส่วนใหญ่ทำงานแบบ authority > belief > comfort
แต่สิ่งที่บลูอยากทำคือ symbol > reflection > self-discovery
สองระบบนี้ต่างกันมาก
เพราะระบบแรกทำให้เราต้องพึ่งพาคนบอกความหมาย แต่ระบบที่สองพยายามทำให้เรา เริ่มสร้างความหมายเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าการสร้างระบบที่สองมันยากมาก บลูคงตายห่าก่อนกว่าจะสอนให้คนคนนึงเข้าใจตัวเองไปจนถึงสร้างความหมายได้เอง แต่บลูก็เพิ่งตรัสรู้ได้ไม่นานมานี้ว่า บลูไม่จำเป็นต้องสอนให้คนเข้าใจตัวเองจนหมด (เพราะบลูเองก็ยัง) แต่สิ่งที่บลูทำได้จริงคือสร้างจุดเริ่มต้นของการสะท้อนตัวเอง
ในความเป็นจริง หลายคนไม่ได้เริ่มจากการเข้าใจตัวเองลึก ๆ เลย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่มันมักเริ่มจากสิ่งเล็กมาก เช่น เจอประโยคหนึ่ง / เจอภาพหนึ่ง / เจอคำถามหนึ่ง …แล้วมันค้างอยู่ในหัว
งานของสัญลักษณ์จริง ๆ ก็แบบนั้นเลยค่ะ ในหลายกรณีก็ไม่ใช่การให้คำตอบแบบใช่ลูก ชิตังเมโป้ง ใช้ภาพนี้งวดนี้ถูกหวยแน่นอน แต่คือการสร้างแรงเสียดทานเล็ก ๆ ในจิตใจ แรงเสียดทานแบบ …ทำไมฉันถึงสนใจสิ่งนี้ก ันนะ…
ซึ่งบลูเองไม่ได้คิดว่าสัญลักษณ์จะสอนคนแบบตรง ๆ ด้วยซ้ำ หน้าที่ของมันคือกระตุ้นกระบวนการภายในมากกว่า
แต่ความจริงที่ค่อนข้างน่าหงุดหงิดคือ คนจำนวนมากจะยังคงอยู่ในระบบ authority > belief > comfort แบบจำนนที่จะอยู่ต่อไป เพราะมันสบายกว่า มันไม่ต้องคิด
แต่ในทุกยุคก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เริ่มรู้สึกว่าคำตอบสำเร็จรูปมันไม่พอ และคนกลุ่มนี้จะเริ่มมองหาบางสิ่งแบบ symbol > reflection > self discovery โดยธรรมชาติอยู่แล้ว
สิ่งที่บลูทำจึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนคนทั้งหมด แต่คือการส่งสัญญาณให้คนกลุ่มนี้รู้ว่ามีพื้นที่แบบนี้อยู่ ซึ่งถ้าเราอ่านถึงตรงนี้ก็มีแนวโน้มว่าเราอาจจะเป็นคนกลุ่มหลัง ที่รู้ตัวแล้วว่า ใช่ ฉันเคยอยู่ในวงจรแบบแรก แบบรอใครไม่รู้มาสอน ส่วนกูฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว แต่ตอนนี้ฉันอยากคิดเอง ตัดสินใจเองได้แล้ว
โอเคค่ะ งั้นกลับมาที่คำถามที่ว่า
เลือกภาพที่รู้สึกว่ามันเรียกเรา ..คำว่าเรียกมันคืออะไรหรอ…..ต้องรู้สึกยังไงหรอถึงเรียกว่าถูกเรียก
เวลาสัญลักษณ์บางอย่างแตะโลกภายในเรา มันมักเกิดเป็นความสนใจแปลก ๆ ที่อธิบายไม่หมด มันมักเกิดในลักษณะประมาณนี้
บางภาพเรามองแล้วเฉย ๆ ผ่านไปได้ทันที แต่บางภาพจะทำให้เราหยุดดูนานกว่าปกติเล็กน้อย
บางภาพเราเลื่อนผ่านไปแล้วแต่กลับย้อนมาดูอีกครั้ง
บางครั้งมันไม่ได้สวยที่สุด แต่เรากลับรู้สึกสนใจมันมากกว่าภาพอื่น
บางคนรู้สึกเหมือนภาพนั้นมีบรรยากาศบางอย่างที่ตรงกับช่วงชีวิตของเขา นั่นแปลว่าสัญลักษณ์เริ่มทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อน
บางคนอธิบายง่าย ๆ ว่า มันคือภาพที่ สายตากลับไปมองซ้ำเองโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งเรายังไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจ
หลายครั้งมันให้ความรู้สึก ambivalence คือรู้สึกทั้งดึงดูดและแปลกใจในเวลาเดียวกัน สัญลักษณ์จำนวนมากทำงานแบบนี้ เพราะมันแตะสิ่งที่ยังไม่ถูกทำให้ชัดในจิต
association โผล่ขึ้นมาเอง เวลามองภาพแล้วจู่ ๆ ความคิดบางอย่างโผล่มา เช่น นึกถึงความทรงจำบางอย่าง หรือมีคำบางคำผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน
อีกแบบหนึ่งคือภาพเริ่มมีความหมายใหม่เมื่อเวลาผ่านไป ตอนแรกอาจไม่รู้สึกอะไรชัด แต่พอผ่านไปสักพักกลับเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น สัญลักษณ์จำนวนมากทำงานแบบ delayed meaning ไม่ได้เปิดความหมายทันที
อีกสัญญาณหนึ่งคือ การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ บางคนอธิบายว่า รู้สึกนิ่งขึ้น หายใจไม่ออก หรือรู้สึกมีแรงดึงดูดบางอย่างจนท้อง ชาซึ่งมันอธิบายได้ยาก แต่ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร แต่มันคือการที่สมองตอบสนองทางอารมณ์ก่อนเหตุผล
ปรากฏการณ์แบบนี้มักเกิดเมื่อสัญลักษณ์ไปแตะ archetypal layer บางอย่างในจิตใจ ดังนั้นการเลือกภาพไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลมาก แค่สังเกตว่าภาพไหนที่ความสนใจของเรากลับไปหามันเอง
ส่วนความรู้สึกที่ว่าแปลกดี ปกติฉันไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับภาพนี้มาก่อนตลอดระยะเวลา 50 ปีที่เกิดมาเลย…มันอาจบอกได้ค่ะว่าภาพนั้นไปแตะอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยในจิตใจ สัญลักษณ์บางอย่างกำลังไปแตะ complex หรือ archetypal pattern บางอย่าง แต่ปัญหาคือความแปลกใหม่ไม่ได้แปลว่ามันจริง มันอาจเกิดจากเราไม่เคยเห็นสไตล์นี้มาก่อน สมองสนใจสิ่งใหม่ ภาพมันมีอะไรแปลกเฉยๆ
แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่า ไม่มีสัญญาณไหนพิสูจน์ได้เด็ดขาดว่ามันมาจากจิตไร้สำนึกจริง ทุกอย่างเป็น เพียง pattern ที่พบได้บ่อย เท่านั้น ดังนั้นเวลาพูดถึงสัญลักษณ์ที่แตะจิตไร้สำนึก บลูแนะนำว่าจะต้องดูหลายสัญญาณพร้อมกัน เช่น สัญญาณที่มักเกิดเมื่อสัญลักษณ์แตะบางอย่างในจิตจริง ๆ
สายตากลับไปที่ภาพนั้นซ้ำ ๆ แม้จะพยายามดูภาพอื่น
ภาพนั้นทำให้เกิดอารมณ์ที่อธิบายยาก เช่น curious (บลูไม่อยากใช้คำว่าอยากรู้อยากเห็น แต่มันคือความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความไม่รู้กับความปรารถนาจะรู้), uneasy (ความรู้สึกกระอักกระอ่วน/ไม่สบายใจ), intrigued (ความรู้สึกทึ่ง/สนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ) มันอธิบายยากเพราะมันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิด (Cognitive) เข้าด้วยกัน
มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว
ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง
สัญลักษณ์จริง ๆ จะไม่บอกความหมายตัวเองทันที ถ้าเข้าใจทันทีมันมักจะกลายเป็นเพียงสัญญะธรรมดาไปแล้ว สัญลักษณ์มันจะทำงานแบบดึงความสนใจก่อน จากนั้นทำให้เกิดคำถาม แล้วความหมายค่อย ๆ คลี่ออกทีหลัง ดังนั้นสัญญาณที่ค่อนข้างจริง คือภาพที่เรายังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงสนใจมัน
สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่หลักฐานว่าภาพมีพลังพิเศษ มันบอกว่าบางอย่างในภาพกำลัง resonate กับโลกภายในของผู้ดู ส่วนการ resonate สำคัญมากๆ ยังไง บลูเคยเขียนไว้ที่นี่ค่ะ
ยิ่งชีวิตดีขึ้นหลังตั้งภาพ ยิ่งต้องเงียบ และนี่ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์
ยิ่งชีวิตดีขึ้นหลังตั้งภาพ ยิ่งต้องเงียบ และนี่ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์
BLUELUMOON
·
5 MAR
Read full story
บทความดังกล่าว บลูจะส่งให้ลูกค้าทุกคนหลังซื้อภาพจากบลูเท่านั้น ซึ่งในนั้นมีเนื้อหาว่าทำไมบลูไม่สนับสน ุนวัฒนธรรมรีวิว/ค่าครู ดังนั้นเมื่อใช้แล้วดีได้ผล ไม่ต้องรีวิว ไม่ต้องบอกต่อ ไม่ต้องแชร์ผลลัพท์ เพราะมันรบกวนการทำงาน (Resonance ภายในที่เกิดในระดับปัจเจก > Synchronization ภายนอกหลังจากจิตภายในเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว) ของสัญลักษณ์ สิ่งที่บลูดันจริงๆ คือให้มันเริ่มจากก้าวแรกคือ Resonance สัญลักษณ์แตะโลกภายในของเราก่อน ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของคนอื่น และระบบรีวิวนี่แหละค่ะ ตัวดีที่มาทำให้คนข้ามขั้นที่ 1 ไป เพราะธรรมชาติของสัญลักษณ์ มันมีพลังเพราะมันเปิดพื้นที่ให้จิตไร้สำนึกเข้ามาทำงาน แต่ถ้าไม่มี resonance จิตจะไม่เข้าร่วมกระบวนการนั้น สัญลักษณ์จะกลายเป็นแค่ภาพธรรมดา เหมือนหนังสือดังที่เราอ่านแล้วแต่ไม่อิน ตัวหนังสือในเล่มยังอยู่ครบค่ะ แต่ความหมายไม่มี
อ้อ เกือบลืม สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเลือกแบบนี้ไม่ต้องมั่นใจ 100% น ะคะ เพราะหลายคนติดกับดักว่าต้องรู้สึกชัดมากถึงจะเลือกได้ แต่ในความจริงการตอบสนองภายในมักละเอียดมาก แค่รู้สึกสนใจมากกว่าเล็กน้อย หรือรู้สึกอยากรู้อยากเห็นนิดหนึ่งก็เพียงพอแล้ว เพราะจิตไร้สำนึกไม่ทำงานแบบคำสั่งตรง ๆ มันทำงานผ่านความรู้สึกแปลก ๆ ความสนใจที่อธิบายไม่หมด ภาพที่วนกลับมาในหัว ไม่ใช่ผ่านความมั่นใจระดับค้านไม่ออก เถียงไม่ได้ ถ้ามีความมั่นใจแบบนั้นเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็น ego ที่กำลังอยากได้ความแน่นอน ไม่ใช่จิตไร้สำนึกหรือ unconscious
ตลาดมูส่วนใหญ่ทำงานแบบนี้ ฉันรู้ > เธอจงเชื่อ > แล้วเธอจะสบายใจ 5555
แต่สิ่งที่บลูกำลังทำคือ มึงไปสังเกตตัวเอง > แล้วดูว่าอะไรเกิดขึ้น ซึ่งบลูรู้ว่ามันไม่ flashy แถมช้า และไม่ dramatic เท่า …แต่มันจริงไง เพราะสัญลักษณ์หนึ่งอาจมีความหมายได้หลายแบบ และความหมายที่แท้ต้องถูกค้นพบผ่านประสบการณ์ของเจ้าของมัน ซึ่งเจ้าของมันก็คือเราผู้อ่าน ไม่ใช่ไอ้กูรูหัวขวดที่ไหน เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเองแล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีปริญญาเอก 300 ล้านใบ จบหมอดูหมาเดา ศาสตร์ห่าเหว เจ้าพ่อเจ้าแม่ แกทเชื่อมโยงอะไร ก็จงเชื่อตัวเราเอง
#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล












































