วอลพระแม่อุมาเทวี (พระแม่ทุรคา) ปางกาตยานี ร่างปราบมหิษาสูร
คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)
ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ
ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...
ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น
– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด
– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง
– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย
– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา
บลูไม่ แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)
ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น
- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร
– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น
- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้
- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่
– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ
– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร
- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว
- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง
ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น
ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม
สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา
สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน
บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น
ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร ้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว
🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์
เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ
1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน
2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา
🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)
เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิต ได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง
Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สา มารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้
เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate
การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น
พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก
ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..
เป็น
ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉัน พอดี..เป็นต้น
นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..
---
บทที่ 1:
ARCHETYPE The Great Mother Destroyer (พระแม่ทุรคา ปางกาตยานี ภาคมหิษาสูรมรรทินี) ผู้สังหารความหลงผิด / ผู้รื้อถอนอัตตา / ผู้สร้างขอบเขต
Black Lion พลังงานดิบดั้งเดิมที่ถูกปลุก / ความกล้าหาญที่ไร้เงื่อนไข / เสียงคำรามที่ปัดเป่าพลังงานลบ
สรุปพลังงานที่ภาพจะสะท้อนออก (Synchronization สนามของความเป็นไปได้ที่ภาพนี้จะไป Resonance จนเกิดเหตุการณ์จริงค่ะ)
-Radical Decluttering การรื้อถอนแบบถอนราก ผู้คน สถานการณ์ หรืองานที่หมดอายุแล้ว จะเริ่มถูกดีดออกจากชีวิต บางครั้งมาในรูปแบบของการจบลงกะทันหัน ซึ่งตอนแรกอาจดูเหมือนสูญเสีย แต่มันคือการเคลียร์พื้นที่ให้สิ่งที่ใช่กว่า
-Invulnerable Presence บารมีที่กดข่มไม่ได้ ทำให้คน อื่นไม่กล้าล้ำเส้น ไม่ต้องทำหน้าตึง ไม่ต้องพูดเสียงดัง แต่ผู้คนจะเกรงใจและเว้นระยะให้
-Impenetrable Boundary คนที่เคยก้าวล่วง หรือชอบเอาเปรียบ จะเริ่มรู้สึกอึดอัดและถอยห่างออกไปเอง โดยที่เราไม่ต้องลงแรงทะเลาะ
-Ego Collapse การพังทลายของหน้ากาก คนที่เข้ามาด้วยเจตนาแอบแฝง หรือสถานการณ์ที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวง จะถูกเปลื้องออกให้เห็นความจริง แก่นแท้จะปรากฏโดยไม่มีอะไรปิดบังได้
-Advaita Movement การเคลื่อนตัวพ้นทางตัน สถานการณ์ที่เคยติดแหง็กเพราะมีแค่ 2 ทางเลือกที่แย่ทั้งคู่ จะปรากฏ ทางเลือกที่สาม ขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด เหมือนตรีศูลที่หักกรอบเดิมทิ้ง
-Agency อำนาจเบ็ดเสร็จในการเลือก เราจะหลุดจากบทบาทผู้ถูกกระทำ จังหวะของชีวิตจะผลักดันให้เราเป็นคนกำธนูและลั่นไกเองในทุกการตัดสินใจสำคัญ
ข้อควรระวัง:
-อย่าเพ้อเจ้อคาดหวังความสมบูรณ์แบบ พลังที่แท้จริงคือรอยแผลเป็นที่ตกสะเก็ดแล้ว เหมือนตรีศูลง่ามที่หักไป จงรักในความบกพร่องของตัวเอง
-ถ้าเราเห็นทางออกแล้วแต่ไม่ยอมเดิน เขาจะบีบให้เราเดินในที่สุด (อาจจะเจ็บกว่าการเดินไปเอง)
---
บทที่ 2: ลองมาแยกส่วนสัญลักษณ์ในภาพ ว่าสิ่งนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับ Ego ของเรา
พระแม่อุมาเทวี ปางกาตยานี ร่างปราบมหิษาสูร ตามปกติเรามักแยกความสว่าง (ความดี/พระแม่ทุรคา) ออกจากความมืด (ความดุร้าย/พระแม่กาลี) แต่ภาพนี้กำลังล้างทฤษฎีนั้น การรวมวรกายสีดำเข้ากับโครงสร้างของพระแม่ทุรคา คือการนำ The Shadow ขึ้นมาสวมมงกุฎและมอบอาวุธให้มันทำงานอย่างมีสติ (Individuation) ทีนี้เรามาดูสัญลักษณ์แต่ละอย่างในพระกรทั้ง 8 หรือก็คือเครื่องมือที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจที่เรามีอยู่แล้วในตัวเอง
ฝั่งขวาของพระแม่ (The Active / Conscious Moves)
-จักร (Chakra) การหมุนของวัฏจักร นิ้วชี้ที่สอดเข้าไปในรูตรงกลางและวางระนาบขนานกับพื้นดิน การตระหนักรู้เหนือ วงจรปัญหาเดิมๆ เราไม่ได้เป็นเหยื่อของกงล้อแห่งกรรม แต่เราคือแกนกลางที่ควบคุมทิศทางการหมุนของมัน
-ดอกบัวสีชมพู (Padma)สัญลักษณ์ของ Individuation ที่บานเต็มที่ท่ามกลางโคลนตม การคีบก้านบัวในระดับไหล่คือการชูสุนทรียศาสตร์แห่งชีวิต (Biophilia) ไม่ว่าโลกจะเน่าแค่ไหน แก่นแท้ของเรายังคงบริสุทธิ์และเบ่งบานได้เสมอ
-อภัยมุทรา (Abhaya Mudra) ฝ่ามือที่หันออกและปลายนิ้วชี้ฟ้า นี่ไม่ใช่แค่การประทานพร แต่คือการสร้างขอบเขต มันคือการประกาศกร้าวว่า หยุด... ความหวาดกลัวจะไม่มีอำนาจเหนือฉันอีกต่อไป เป็น Container ที่ปลอดภัยให้ Ego ได้พักพิง
-ดาบ (Khadga) ปลายดาบที่ชี้ลงดิน Intellectual Clarity การใช้สติปัญญาและตรรกะที่แหลมคมในการตัดขาดภาพลวงตา (Maya) ดาบชี้ลงดินเพื่ อกราวด์ความคิดที่ฟุ้งซ่านให้กลับสู่ความเป็นจริงอันหนักแน่น
ฝั่งซ้ายของพระแม่ (The Receptive / Unconscious Potential)
-สังข์ (Shankha) ปากสังข์ชี้ขึ้นฟ้า นี่คือเสียงเรียกจาก The Self (จิตเดิมแท้) การเป่าสังข์คือการส่ง Resonance เพื่อปลุก Archetype ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น เป็นสัญชาตญาณที่เราต้องหัดฟัง
-คันธนู (Dhanush) คันธนูที่แผ่ออก เป็นการดึงรั้งของสองขั้วในจิตใจ ยิ่งดึงสายธนูตึงเท่าไหร่ (ความขัดแย้งในใจ) พลังที่พุ่งออกไปยิ่งรุนแรงเท่านั้น มันคือการเปลี่ยนความตึงให้เป็นพลังขับเคลื่อน
-คทา (Gada) ด้ามคทาที่ขนานไปกับหัวสิงโตดำ คืออำนาจในการทุบทำลาย Superego หรือกฎเกณฑ์จอมปลอมที่สังคมยัดเยียดให้เรา
-ตรีศูล (Trishula) ตรีศูลที่พุ่งมาด้านหน้าทะลุจอ คือจุดศูนย์กลางของภาพ การหักไปหนึ่งง่าม คือใจความสำคัญที่สุด มันคือการทำลายความเป็นทวิภาวะ (Advaita) ไม่มีถูก-ผิด, ขาว-ด ำ, หรือฉัน-เธอ อีกต่อไป อาวุธที่สมบูรณ์แบบคืออาวุธในตู้โชว์ แต่อาวุธที่บิ่นหักคืออาวุธที่ผ่านประสบการณ์จริงผ่านบาดแผล และผ่านการฆ่าอสูรในใจมาแล้ว ตรีศูลนี้กำลังพุ่งทะลุข้ออ้างทั้งหมดของเรา เพื่อถามว่า... เราพร้อมที่จะแตกสลายเพื่อประกอบขึ้นใหม่ยัง?
พาหนะ Black Lion (สิงโตดำ) สัญลักษณ์ของ Libido และพลังงานดิบที่ถูกฝึกจนเชื่อง ไม่ใช่เชื่องแบบถูกกดทับ แต่มันยินยอมรับใช้โครงสร้างของจิตที่มีสติปัญญาเหนือกว่า
บลูทำภาพนี้มาไม่ได้แจกโชคให้คนงอมืองอเท้า แต่ภาพนี้กำลังสะท้อนอำนาจในการจัดการชีวิตที่เราเผลอยกให้คนอื่นกลับคืนมาที่ตัวเราเองค่ะ
────୨ৎ────୨ৎ ────୨ৎ────
#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเ ปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล #พระแม่อุมาเทวี




































