วอลฟรี EP 55 ยันต์โภคทรัพย์ เงินทองไหลเทมา ผ่านความดีทั้ง 10
หายไปหลายวัน ช่วงนี้จู่ๆ เกิดอยากเรียนภาษาขอมมูล/ขอมหวัดขึ้นมา 555 พบว่ายากและละเอียดมากกก +การตีความหมายของแต่ละสำนักที่ก็อาจไม่เหมือนกันอีด (ต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควรเลย)
ดังนั้นอักขระและยันต์ชุดนี้ จัดทำขึ้นโดยการศึกษาอ้างอิงจากตำราและแหล่งข้อมูลจากห้องสมุดออนไลน์ของมหาลัยในไทย หากมีข้อผิดพลาดประการใดในการตีความ บลูยินดีรับคำชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำไปปรับปรุงให้ถูกต้องในลำดับถัดไปนะคะ 🩵
คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)
ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ
ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...
ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น
– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด
– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุ การณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง
– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย
– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา
บลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)
ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้ นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น
- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร
– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น
- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้
- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่
– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ
– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร
- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว
- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง
ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น
ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม
สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา
สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน
บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพน ั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น
ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว
🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์
เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ
1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน
2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา
🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)
เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง
Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้
เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate
การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น
พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก
ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..
เป็น
ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้น
นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..
---
บทที่ 1:
ARCHETYPE ยันต์โภคทรัพย์บนบัวขาว = The Grounded Manifestor ผู้สร้างความเป็นจริงจากรากฐานที่มั่นคง ดอกบัวไม่ได้เกิดจากท้องฟ้า แต่มันเติบโตจากโคลนตม (สะท้อน Shadow) ภาพน ี้ทำหน้าที่เป็นภาชนะรองรับจิตใจ มันเปิดพื้นที่ให้ความสับสน ความเหนื่อยล้าทางการเงินของเราได้ตกตะกอน ไม่ใช่การปฏิเสธความยากลำบาก แต่เป็นการหยั่งรากลงไปในโคลนนั้น เพื่อดูดซับประสบการณ์มาเป็นสารอาหารในการเติบโต อักขระยันต์คือโครงสร้างที่จัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายให้พุ่งตรงไปสู่เป้าหมายเดียว
ตำนานไม่ได้มีไว้เล่าหลอกเด็ก แต่มันคือโครงสร้างความจริงที่ซ่อนอยู่ในสังคม หัวใจพระเจ้าสิบชาติ (เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว) คือเรื่องราวการเดินทางของวิญญาณที่ต้องผ่านบททดสอบที่โหดร้ายที่สุด ตั้งแต่การถูกเนรเทศ การทนต่อการถูกใส่ร้าย การสละสิ่งเป็นที่รัก... นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย มันคือ Life Scripts ที่พวกเราหลายคนกำลังเล่นซ้ำๆ อยู่ในที่ทำงาน ในธุรกิจ หรือในครอบครัว
สรุปพลังงานที่ภาพจะสะท้อนออก (Synchronization สนามของความเป็นไปได้ที่ภาพนี้จะไป Resonance จนเกิดเหตุการณ์จริงค่ะ)
-Resilience การฟื้นตัวจากการแหลกสลาย เหมือนบัวที่โดนน้ำซัดแต่ไม่จม
-Radiant Compassion ความเมตตาที่ส่องสว่าง ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้เรา จนเขาอยากสนับสนุนเราโดยไม่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมโฆษณาตัวเอง แต่งตัวแต่งหน้า ประดิษฐู์คำพูดโง่ๆ เลยแข้งขาไร้สาระ ให้คนอื่นประทับใจ
-Unstoppable Diligence ความเพียรที่ไร้ขีดจำกัด พลังของมหาชนกที่จะปลุกให้เราลุกขึ้นมาว่ายน้ำต่อไปแม้จะยังไม่เห็นฝั่ง แต่วิญญาณข้างในเรารู้ว่าฝั่งมีจริง
-Irresistible Trust ความน่าเชื่อถือที่ปฏิเสธไม่ได้ พลังของสัจจบารมีที่จะฉายชัดออกมาผ่านแววตาและการพูดจา ทำให้ลูกค้าหรือคู่สัญญาจดจำเราในฐานะคนที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่ตัวปลอม ท่องสคริป (ai bro)
-Impenetrable Boundary กำแพงแก้วคุ้มภัย รูปทรงสี่เหลี่ยมจะคอยเตือนใ จให้เราสร้างระบบป้องกันทรัพย์สิน ไม่ให้ถูกสูบออกไปโดยสิ่งไร้สาระหรือผู้ที่ประสงค์ร้าย
-The Sovereign Stability ความนิ่งของราชา การหยั่งรากลงในธรณี (รูปสี่เหลี่ยม) ทำให้เราไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนของตลาดหรือเสียงนกกานินทา
-The Art of Letting Go ศิลปะแห่งการสละเพื่อรับ พลังของเวสสันดรที่สอนให้เรากล้าลงทุน กล้าให้ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของพลังงานที่ใหญ่กว่าเดิม
ข้อควรระวัง:
-ความอดทนคือเงื่อนไข บารมีคือสิ่งที่ต้องสร้าง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเสก ช่วงแรกอาจจะเจอบททดสอบ เพื่อเช็คว่าเราคู่ควรกับความมั่งคั่งใหม่นี้ไหม
-การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ เมื่อเราเริ่มมีความมั่งคั่งและบารมี คนรอบข้างอาจจะปฏิบัติกับเปลี่ยนไป (ทั้งในทางดีและอิจฉา) จงใช้อุเบกขาบารมี (นา) วางใจให้เป็นกลาง
-อย่าใช้เพื่อการคดโกง สิ่งนี้มีรากฐานจากศีลบารมี (ภูริทัต) หากนำไปใช้เพื่อเอาเปรียบคนอื่น พลังคุ้มครองจะหายไปทันที และจะกลายเป็นกระจกสะท้อนความผิดพลาดกลับมาหาเราเอง
---
บทที่ 2: ลองมาแยกส่วนข้อตกลงทางสัญลักษณ์ในภาพ ว่าสิ่งนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับ Ego ของเรา
การทำงานของหัวใจพระเจ้าสิบชาติ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
นี่ไม่ใช่แค่คาถา แต่เป็น 10 Archetypal Energies ที่ต้องถูก Activate ในตัวเรา งานของบลูคือการเชื่อมทั้ง 4 Quadrants (I, IT, WE, ITS) เข้าด้วยกัน
เต (เนกขัมมบารมี) การกล้าตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป (I ถอนตัวจากอารมณ์ลบ / ITS เลิกคบคนที่สูบพลัง)
ชะ (วิริยบารมี) พลังดิบดั้งเดิม (Libido) ที่เปลี่ยนความหิวโหยให้เป็นความเพียร
สุ (เมตตบารมี) การสร้าง Benevolence Field ทำให้เราเปลี่ยนจากคนแข็งกระด้าง เป็นคนที่มีสายตาที่เชิญชวน
เน (อธิษฐานบารมี) Conscious Will เจตจำนงที่แท้จริง ที่ไม่ใช่ Pseudo Willing (ไม ่ใช่ความอยากรวยเพราะเพื่อนรวย แต่รวยเพื่อเป้าหมายของวิญญาณตัวเองค่ะ)
มะ (ปัญญาบารมี) การมี The Third Ear ฟังสิ่งที่ตลาดไม่ได้พูด สกัดความต้องการลึกๆ ของลูกค้าออกมารับใช้สังคม
ภู (ศีลบารมี) การรักษาภาชนะจิตใจไม่ให้รั่วไหล
จะ (ขันติบารมี) การทนต่อแรงเสียดทาน ไม่แตกสลายเมื่อเผชิญกับ The Law of Opposites
นา (อุเบกขาบารมี) สภาวะทิ้งตัว วางใจเป็นกลาง ไม่บีบคั้นผลลัพธ์ (ปล่อยให้ Synchronicity ทำงานค่ะ)
วิ (สัจจบารมี) ความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซึ่งจะสะท้อนออกไปเป็น Magnetic Presence
เว (ทานบารมี) การปลดปล่อยความตระหนี่ เพื่อให้พลังงานหรือเงินเกิดการไหลเวียน
รูปทรงยันต์ เป็นสี่เหลี่ยมเปรียบเสมือนธาตุดิน ฐานรากที่มั่นคง ส่วนรูปข้าวหลามตัดคือการขยายตัว (Expansion) ออกไปใน 4 ทิศทาง มันคือแรงดึง-แรงผลัก (Transcendent Function) ระหว่างการเก็บรักษา และการกระจายออก และจุด อุณาโลมที่ม้วนยอด คือการกักเก็บพลังงานไม่ให้ Libido หรือไฟในการใช้ชีวิตรั่วไหลออกไปอย่างไร้ทิศทาง
ภาพนี้เกิดจากคำถามที่บลูสงสัยว่า...ถ้าความขัดสนทางการเงินของเราหลายคนในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจ แต่เป็นเพราะเรากำลังใช้ชีวิตผิดบทบาท... ปล่อยให้ Archetype ของคนแพ้ขับเคลื่อนชีวิตอยู่...
และนี่คือที่มาค่ะ :)
#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล





































ขอลิ้งค์ทีค่ะ หาวอลนี้ไม่เจอเลย