วอลเปเปอร์พระพิฆเนศกุมารขาว เปิดทาง ชำระล้าง พลิกผันใหญ่ 🤍🪽
คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)
ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ
ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...
ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้ สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น
– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด
– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง
– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย
– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม
– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา
บลูไ ม่แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)
ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น
- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน
– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร
– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น
- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้
- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่
– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ
– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร
- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว
- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง
ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น
ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม
สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา
สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย
ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน
บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น
ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิต ไร้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว
🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์
เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ
1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน
2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา
🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)
เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีว ิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง
Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้ สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้
เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate
การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น
พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น
ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก
ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..
เป็น
ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉ ันพอดี..เป็นต้น
นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..
---
บทที่ 1:
ARCHETYPE พระพิฆเนศกุมาร Shweta Kumara Ganesha ทำหน้าที่เป็นผู้เปิดทาง และผู้ชำระล้างโครงสร้างเดิม
ตำนานของพระพิฆเนศไม่ใช่แค่นิทานปรัมปราเรื่องเด็กที่ถูกพ่อตัดคอแล้วเอาหัวช้างมาต่อให้จบๆ ไป แต่มันคือกระบวนการ Individuation ที่โหดร้ายและงดงามที่สุดในเชิงจิตวิเคราะห์ การถูกพระศิวะบั่นเศียรเดิมทิ้ง คือสัญลักษณ์ของการที่อีโก้ หรือความยึดมั่นถือมั่นเดิมๆ ถูกทำลายล้างจนสิ้นซากเพื่อเปิดทางให้ปัญญาญาณที่ยิ่งใหญ่กว่าและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ (เศียรช้าง) เข้ามาแทนที่ รูปลักษณ์ของกุมารสีขาวบริสุทธิ์ในภาพนี้ สะท้อนถึงสภาวะที่จิตใจได้รับการประกอบสร้างขึ้นใหม่ หลังจากผ่านความเจ็บปวดจากการพังทลายของตัวตนเก่า
สรุปพลังงานที่ภาพจะสะท้อนออก (Synchronization สนามของความเป็นไปได้ที่ภาพนี้จะไป Resonance จนเกิดเหตุการณ์จริงค่ะ)
-สายฟ้าที่นุ่มนวล ท่าเดินก้าวย่างคือการเปิดทางแบบที่ไม่มีอะไรขวาง มันไม่ใช่การพุ่งชนด้วยความโกรธ แต่คือการเดินผ่านอุปสรรคไปเหมือนมันไม่มีอยู่จริง พร้อมตัดกระแสกรรมลูปชีวิตที่เราเผลอเขียนให้ตัวเองเป็นผู้แพ้ซ้ำๆ
-การพังทลายของประตูที่ปิดตาย ประตูโอกาสที่เราเคยเคาะจนมือแตกแล้วมันไม่เปิด มันจะแง้มออกเองในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
-จุดพลิกผันเหนือสามัญสำนึก เมื่อเราดิ่งถึงขีดสุด สนามพลังจะเกิดการดีดกลับอย่างรุนแรง สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะจบเห่จะพลิกกลายเป็นโอกาสทองในแบบที่ตรรกะมนุษย์อธิบายไม่ได้
-ลมใต้ปีกที่มองไม่เห็น เราจะได้รับแรงหนุนจากแหล่งที ่ไม่คาดคิด สิ่งใดที่ต้องการจะโผล่มาในหน้าฟีด คนที่จะช่วยจะโทรมาหาเอง เป็นจังหวะซินโครนิซิตี้ที่ร้อยเรียงมาเพื่อพยุงเราขึ้นจากหลุม
-บทสรุปที่จบลงเพื่อเริ่มใหม่ เรื่องค้างคาที่ทำให้เราดิ่งจะถูกบีบให้จบลงอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เราต้องเสียเวลาจมปลักอยู่อีกต่อไป มันคือการตัดจบเพื่อเปิดบทที่รุ่งโรจน์กว่าเดิม
ข้อควรระวัง:
-ก่อนที่ทางจะเปิด อะไรที่เน่าบัดซบในชีวิต เช่น ความสัมพันธ์ ตรรกะวิบิติ การงานที่กัดกิน อาจจะถูกกระชากออกอย่างรุนแรง
-โชคชะตาจะโยนเหตุการณ์ที่ท้าทายความสงบมาให้ เพื่อดูว่าเรานิ่งพอที่จะรองรับสิ่งใหม่ได้หรือยัง
-ยิ่งชีวิตจะก้าวหน้า อีโก้จะยิ่งดึงเรากลับไปหาความคุ้นเคยเดิมๆ แม้มันจะทุกข์ก็ตาม จงสังเกตแรงดึงนี้ให้ดีแต่อย่าเผลอตามมันไป
---
บทที่ 2: ลองม าแยกส่วนข้อตกลงทางสัญลักษณ์ในภาพ ว่าสิ่งนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับ Ego ของเรา
พระพิฆเนศในรูปลักษณ์กุมารศิลป์สีขาวบริสุทธิ์ในภาพนี้คือตัวแทนของสัตตวะกุณ (Sattva Guna) สภาวะแห่งความบริสุทธิ์สูงสุด ความว่างเปล่าที่ก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่ง มันคือการปฏิเสธการปรุงแต่งทางวัตถุ บวกรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนเด็ก (Kumara) คือการสะท้อนถึงศักยภาพดั้งเดิมที่ยังไม่ถูกตีกรอบโดยบรรทัดฐานของสังคมเป็นสภาวะก่อนที่อีโก้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัว
หากเราใช้หลักการของประติมานมานะ (Pratima-Mana) หรือศาสตร์แห่งสัดส่วนและองศาในการวิเคราะห์ เราจะเห็นว่าโครงสร้างเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ในภาพนี้ถูกจัดวางอย่างจงใจ ลากเส้นจากพระเนตรที่มองต่ำลงมาด้วยความเมตตา ไปสู่หัตถ์ขวาที่ตั้งขึ้น และหทัยะ (หัวใจ) ตรงกลางอก จะเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำ ซ ึ่งในทาง Semiotics สื่อถึงพลังงานของเพศหญิง (Feminine energy/Shakti) การไหลลงสู่เบื้องล่าง การหยั่งรากลงสู่โลกแห่งความเป็นจริง และการให้กำเนิด สายตาที่มองลงมาไม่ใช่สายตาแห่งอำนาจที่กดขี่ แต่เป็นสายตาที่ยอมรับและโอบอุ้มความเปราะบางของความเป็นมนุษย์
เรามาดูที่ภาษากายและรหัสทางนิ้วมือกันบ้างค่ะ ท่าทางอภยามุทรา (Abhaya Mudra) ของมือขวาที่ยกขึ้น ในการตีความแบบ Psychoanalysis มันคือการหยุดชะงักของ Thanatos (แรงขับสู่ความตายและความทำลายล้าง) มือที่ยกขึ้นไม่ได้แปลแค่ว่าเธอจ๋าอย่ากลัวนะ แต่เป็นการสถาปนาอำนาจเพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งของจิตที่กำลังคิดวนเวียน ระยะห่างของนิ้วมือที่ผ่อนคลาย ไม่เกร็งตัว สื่อถึงสภาวะที่จิตไร้สำนึกไม่ต้องอยู่ในโหมดเอาชีวิตรอดอีกต่อไป ขณะเดียวกันมือซ้ายที่จับชายภูษาลื่นไหลคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมายา รอยยับของผ้าที่พลิ้วไหวอย่างไม่เป็นระเบียบ แต่กลับดูสมบูรณ์แบบ สะท้อนหลักการของความสมมาตรที่จงใจให้ไม่สมมาตร คติความงามที่เย้ยหยันความสมบูรณ์แบบทางวัตถุ...เพราะความจริงแท้ในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเส้นตรงอยู่แล้วค่ะ
ท่าเดินแบบเอียงกายสามส่วน หรือตริภังค์ (Tribhanga) เป็นการท้าทายแรงโน้มถ่วงและจุดศูนย์ถ่วงเดิม ท่านี้ในทางจิตคือการสะท้อนสภาวะที่มนุษย์ยอมโอนอ่อนตามพลวัตของชีวิต การไม่แข็งขืนยืนตรงทื่อเป็นเสาหินเมื่อพายุพัดมา ส่วน Zoomorphic Symbolism อย่างเศียรช้าง คือการเผชิญหน้ากับความดิบเถื่อนดั้งเดิม (The Raw Id) ที่ถูกนำมาบูรณาการเข้ากับร่างกายมนุษย์ (Ego) อย่างสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมสัญชาตญาณสัตว์ป่าเข้ากับปัญญาญาณชั้นสูง
สุดท้ายนี้มาดูฉากหลังที่เป็นทุ่งหญ้าและท้องฟ้ากว้าง (พฤกษเทววิทยา) กันบ้าง สิ่งนี้ทำหน้าที่เป็นปราณประติษฐา (Prana Pratishtha) ทำให้วัตถุในภาพดูมีลมหายใจ (เหตุผลว่าทำไม แทบทุกภาพของบลูมักมีสีเขียวและฟ้า) มันคือบริบทที่รองรับความยิ่งใหญ่ แสงสีทองที่ขอบภาพไม่ใช่แค่ทฤษฎีแสงและเงา แต่เป็นรัศมี (Aura) ในทางเทวเวท (Theurgy) ที่ทำหน้าที่ทะลวงผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเข้าสู่สถาปัตยกรรมทางจิต (Psychogeography) ของผู้ใช้งาน เพื่อเริ่มกระบวนการจัดเรียง Egregore หรือมวลพลังงานกลุ่มในจิตใต้สำนึกของผู้นั้นใหม่ทั้งหมดค่ะ :)
#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล








