21:21 วอลเปเปอร์พระพิฆเนศวรวีณา 🪷

ความมั่งคั่งที่หลั่งไหลราวทำนองเพลง🪷

คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)

ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ

ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...

ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น

– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด

– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง

– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย

– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม

– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา

บลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)

ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น

- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน

– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว

- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร

– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น

- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้

- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่

– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ

– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร

– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร

- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว

- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง

ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น

ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน

สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม

สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา

สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย

ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน

บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น

ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว

🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์

เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ

1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน

2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา

🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)

เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง

Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้

เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate

การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น

พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก

ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..

เป็น

ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้น

นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..

---

บทที่ 1:

หลังจากภาพนี้บลูจะขอลดความเป็นจิตวิเคราะห์ให้น้อยลง หลังๆ มานี้เริ่มอินในมิติศาสนา ความเชื่อ โบราณคดี วัฒนธรรมจิตวิญญาณ รวมถึงปรัชญาศาสนา ด้วยเหตุนี้บลูจะแยกมิติของพลัง (ไสยเวท/อำนาจจัดการโลกภายนอก) และมิติจิตวิญญาณ (โลกภายใน/การตื่นรู้) ออกจากกัน เพราะในทางเทววิทยาเชิงวัตถุ พลังอำนาจคือดาบ ส่วนจิตวิญญาณคือมือที่ถือดาบ หากมีแต่พลังแต่ไร้จิตวิญญาณ พลังนั้นก็ไร้ทิศทาง แต่หากมีแต่จิตวิญญาณแต่ไร้พลัง เราก็ไม่อาจขับเคลื่อนอะไรในโลกโลกีย์ได้เลยค่ะ...

1.มิติของพลัง ไสยเวท และเทวอำนาจ

-อำนาจแห่งเสียงสวรรค์ ในทางไสยเวท เสียงจากวีณาคือมนตราที่ไม่มีคำพูด พลังนี้จะช่วยสะกดความขัดแย้งรอบตัวเรา ให้กลายเป็นความราบรื่น ใครที่คิดร้ายหรือจะเข้ามาขัดขวางจะถูกจังหวะแห่งเทพสะกดให้หยุดนิ่งหรือเปลี่ยนใจ

-ควบคุมกระแสธาตุการเงิน การยืนขาเดียวบนดอกบัวสื่อถึงการควบคุมปฐวีธาตุ (ดิน) และอาโปธาตุ (น้ำ) อย่างเบ็ดเสร็จ เชื่อว่าภาพนี้จะช่วยจัดการกับฮวงจุ้ยหรือพลังงานสถานที่ที่ติดขัด ให้กลับมาลื่นไหลและมั่งคั่ง

-ขุมทรัพย์แห่งความเหลือเฟือ ไม่ได้ให้แค่พอมี แต่ให้เกินพอ ตามหลักเทววิทยาเชิงวัตถุ วัตถุมงคลที่รายล้อมคือการดึงดูดกระแสเงินทองและโอกาสที่หลั่งไหลเข้ามาจากทุกทิศทางแบบไม่รู้จบ

-ไขโอกาส ปลายนิ้วที่ดีดสายวีณาคือการเลือกคลื่นที่ใช่ พลังนี้จะช่วยงัดแงะประตูแห่งความสำเร็จที่เคยปิดตายด้วยกรรมเก่าหรือคำสาปแช่งให้เปิดออก เพื่อรับโชคลาภที่ถูกซ่อนไว้

-ม่านกันภัยรัศมีสีทองรอบพระเศียรทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังจากอิทธิพลของพระราหูและพระเสาร์ เป็นพลังงานที่ทำให้ภัยพิบัติหรือเคราะห์กรรมหนักๆ กลายเป็นเพียงลมพัดผ่าน

-ชัยชนะเหนือความโกลาหล ท่วงท่าที่นิ่งสงบท่ามกลางเครื่องทรงที่พลิ้วไหว สื่อถึงอำนาจในการจัดการกับวิกฤตการณ์ที่ถาโถมเข้ามา ให้เรายังคงยืนหยัดและได้รับชัยชนะในบั้นปลายเสมอ

2.มิติของจิตวิญญาณ การตื่นรู้และโลกภายใน

มิตินี้เน้นการทำงานกับ Psyche เพื่อยกระดับสภาวะจิตให้เข้าใกล้ความเป็นเทพ (Theosis)

-การสลายอัตตาผ่านสุนทรียศาสตร์ ความงามของภาพจะช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของอีโก้ทำให้เราเข้าถึงภาวะ Flow State หรือการทำงานและใช้ชีวิตด้วยความรื่นรมย์ ไม่ใช่ด้วยความกดดัน

-การหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกรรม ในมิติจิตวิญญาณ มุทราในภาพคือการปิดวงจรแห่งความทุกข์ ช่วยให้เราปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริงของจิตวิญญาณ

-การรวมเป็นหนึ่งกับต้นแบบ Archetypal Union การบูชาภาพนี้คือการปลุกผู้ขจัดอุปสรรคที่หลับใหลอยู่ในตัวเราให้ตื่นขึ้น ทำให้เราพบว่าพลังที่แท้จริงในการก้าวข้ามทุกปัญหา ไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากเทวะ (Archetype) ที่สถิตอยู่ในใจเรานั่นเองค่ะ

---

บทที่ 2: ลองมาแยกส่วนข้อตกลงทางสัญลักษณ์ในภาพ ว่าสิ่งนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับ Ego ของเรา

ในปริมณฑลแห่งแสงสีทองอันรุ่งโรจน์เหนือสามภพ ปรากฏวรกายแห่งองค์วิฆเนศวร ผู้ทรงอานุภาพมหาศาลเหนือคำบรรยาย พระพักตร์คชาชาติสง่างามทอดสายตาลงมาด้วยความเมตตาอันลึกล้ำราวกับกำลังหยั่งลึกเข้าสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของเรา แสงสว่างเจิดจ้าอาบไล้พระวรกายสีนวลลออเนียนละเอียดดุจงาช้างแกะสลักชั้นเลิศ รอยแยกแห่งงาหนึ่งข้างที่แตกหักกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละปัญญาที่ไม่มีวันตาย

สายตาเคลื่อนไปที่พระกรทั้งหลายที่ขยับเขยื้อนอย่างเป็นจังหวะจะโคน ทรงประคองวีณาคันงามดุจหัตถ์ที่ประคองหัวใจของจักรวาล ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงจรดลงบนสายลวดจนดูเหมือนเราจะได้ยินเสียงกังวานทิพย์แว่วออกมาจากผืนผ้าใบ อวัยวะทุกส่วนสอดประสานกันในท่วงท่าเอกบาทที่ทรงตัวอยู่บนดอกบัวบานได้อย่างอัศจรรย์ เป็นความสมดุลท่ามกลางความเคลื่อนไหวที่หยุดโลกทั้งใบไว้ให้สงบนิ่ง

ลึกลงไปที่รายละเอียดของอาภรณ์ ผ้าสีทองพลิ้วไหวรุนแรงราวกับมีลมปราณไหลเวียนอยู่ภายใน รอยพับของผ้านั้นซ้อนทับกันเป็นชั้นเชิงอย่างวิจิตร เครื่องโถและภาชนะมงคลวางรายล้อมประหนึ่งเครื่องประกอบพิธีกรรมที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทุกอณูของภาพนี้ไม่ใช่แค่สีที่แต้มลงบนพื้นผิว แต่คือกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และจิตวิญญาณที่กำลังสั่นสะเทือนเพื่อปลุกความตื่นรู้ในตัวเรา และความมั่งคั่งที่หลั่งไหลราวกับทำนองเพลง วีณาที่ไร้จุดจบสื่อถึงกระแสเงินทองที่ไม่ขาดสาย เหมือนโน้ตดนตรีที่บรรเลงต่อเนื่อง เป็นส่วนเกินที่เหลือเฟือจนสามารถเผื่อแผ่ไปรอบข้าง

#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล

4/26 แก้ไขเป็น