ภาพไอ้ไข่วัดเจดีย์ ตัดวิบากที่เคยขัดลาภ เสี่ยงดวงถูกที่ ไม่มีเฉียด 🪷

คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)

ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ

ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...

ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น

– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด

– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง

– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย

– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม

– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา

บลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)

ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น

- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน

– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว

- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร

– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น

- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้

- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่

– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ

– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร

– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร

- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว

- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง

ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น

ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน

สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม

สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา

สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย

ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน

บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น

ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว

🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์

เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ

1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน

2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา

🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)

เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง

Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้

เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate

การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น

พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก

ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..

เป็น

ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้น

นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..

---

บทที่ 1:

หลังๆ มานี้บลูเริ่มอินในมิติศาสนา ความเชื่อ โบราณคดี วัฒนธรรมจิตวิญญาณ รวมถึงปรัชญาศาสนา ด้วยเหตุนี้บลูจะแยกมิติของพลัง (ไสยเวท/อำนาจจัดการโลกภายนอก) และมิติจิตวิญญาณ (โลกภายใน/การตื่นรู้) ออกจากกัน เพราะในทางเทววิทยาเชิงวัตถุ พลังอำนาจคือดาบ ส่วนจิตวิญญาณคือมือที่ถือดาบ หากมีแต่พลังแต่ไร้จิตวิญญาณ พลังนั้นก็ไร้ทิศทาง แต่หากมีแต่จิตวิญญาณแต่ไร้พลัง เราก็ไม่อาจขับเคลื่อนอะไรในโลกโลกีย์ได้เลยค่ะ...

1.มิติของพลัง ไสยเวท และเทวอำนาจ

การขอพรด้านโชคลาภและการเสี่ยงดวงมันไม่ใช่เรื่องของตรรกะมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของจังหวะเวลาและกระแสพลังงานที่ถูกจัดสรร

-รัตนมาลาแดงชาด การแก้บนสอยรางวัล พวงมาลัยดอกไม้สดสีแดงชาดที่คล้องอยู่บนอก ตัดกับกายสีทองอย่างเด่นชัด สีแดงคือรังสีแห่งพระเกตุและพระอังคาร สื่อถึงพลังงานปะทุ ชัยชนะ และความสมปรารถนาจนต้องกลับมาแก้บนอย่างเนืองแน่น สิ่งนี้คือลูกศรแห่งความสำเร็จที่พุ่งทะยาน เมื่อใดที่เราต้องการพลังใจเด็ดขาดในการลงทุน หรือต้องการสอยรางวัลใหญ่ รัตนมาลาสีแดงนี้จะประทานความกล้าหาญ จิตที่นิ่ง และเหนี่ยวรั้งความโชคดีขั้นสูงสุดมาวางกองอยู่ตรงหน้าเราค่ะ

-ลำแสงทิพยนิรุตติโอภาส ดลบันดาลจังหวะในนาทีเสี่ยงโชค ลำแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาจากเบื้องบนของภาพ คือท่อส่งผ่านพลังงานแห่งกาลเวลาอันเป็นมงคล ในทางเทววิทยาเชิงวัตถุ แสงนี้คือรังสีที่ชำระล้างความอับโชคและสิ่งรบกวนรอบตัวเรา หน้าที่ของอิทธิคุณนี้คือการปรับจูนประสาทสัมผัสและนำพาเราไปอยู่ในจุดที่โชคใหญ่วิ่งเข้าชน ในนาทีที่พอดิบพอดี การจับสลาก การเลือกตัวเลข หรือการตัดสินใจเสี่ยงดวงในเสี้ยววินาทีนั้น จะถูกนำทางด้วยรังสีนี้ เพื่อให้คำว่าสายเกินไป หรือเฉียดไปแต้มเดียวไม่เกิดขึ้นกับเรา

-สุวรรณปฏิมามหาลาภ แรงดึงดูดทรัพย์แบบไร้ตรรกะ เนื้อทองคำเปลวแท้ที่จับตัวหนาแน่นขรุขระทั่วสารพางค์กายขององค์เทวตาปุตตะ คือเครื่องกักเก็บและแผ่กระจายกระแสมหาโภคทรัพย์ วัตถุธาตุสีทองสุกปลั่งที่สะท้อนแสง จะทำหน้าที่ดึงดูดความเฮง พลังนี้จะฉุดรั้งใจผู้คนและโชคลาภก้อนใหญ่ให้พุ่งตรงมาหาเราอย่างไม่มีเหตุผล คนมีเหตุผลจะสงสัยว่าทำไมเราถึงได้โชค แต่คนมีศรัทธาจะได้รับเงินก้อนนั้นไปวางกองตรงหน้าด้วยอานุภาพแห่งเนื้อทองคำนี้

-อัญชลีมุทราสัจจะบารมี รหัสล็อกผลรางวัล สองมือที่พนมแน่นอยู่กึ่งกลางอกในท่าอัญชลีมุทรา คือรหัสกุญแจศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ปิดวงจรพลังงานภายในองค์ปฏิมา เพื่อยืนยันสัจจะวาจาขอได้ ไหว้รับ พลังงานนี้จะทำหน้าที่ล็อกเป้าหมายแห่งแรงอธิษฐาน เมื่อเราขอพรเรื่องเลขเด็ด โชคลาภ หรือการค้าขาย มุทรานี้จะทำหน้าที่เหยียดตรงออกไปตัดกระแสวิบากกรรมเก่าที่เคยขัดลาภ แล้วเปิดประตูแห่งความสำเร็จให้รางวัลใหญ่ทอดตัวลงมาสู่มือของผู้บูชาอย่างแม่นยำ

-ทุ่งบุปผาวิรุฬหผล กระแสเงินหมุนเวียนบานสะพรั่งไม่มีวันพร่อง ทุ่งดอกไม้เล็ก ๆ สีขาวนวลบริสุทธิ์ที่ขึ้นหนาแน่นราวกับพรมทิพย์รองรับเท้า คือประติมานวิทยาของความเหลือเฟืออันเป็นอนันต์ พลังพุทธคุณที่แฝงอยู่ในทุ่งบุปผานี้จะส่งผลต่อการเงินและการค้าขายโดยตรง สิ่งที่เคยแห้งแล้ง เงินที่เคยตึงมือ จะกลับมาผุดพรายและเติบโตอย่างรวดเร็วหนาแน่นประหนึ่งดอกไม้บานหลังฝนตก เป็นพลังงานแห่งส่วนเกินที่ไหลท่วมจนทะลักบัญชี ทำให้เรามีทุนรอนไปต่อยอดและเสี่ยงโชคได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีวันอับจน

-ม่านพรางตาบดบังเจ้ามือและสิ่งขัดลาภ ดวงตาสีดำสนิทอันเป็นเอกลักษณ์ ในทางเทววิทยาเชิงวัตถุทำหน้าที่เป็น ม่านมิติพรางตา บดบังและหักเหพลังงานลบ คุณไสย หรือจิตริษยาของผู้อื่นที่พยายามจะขัดขวางโชคลาภของเรา นอกจากนี้ในยามที่เสี่ยงดวง ช่วยสะกดความโลภในจิตใจเรา และบดบังไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามหรือเจ้ามืออ่านทางเราออก ช่วยให้เรากุมความได้เปรียบในทุกเกมการเงิน

-มณฑลพรายฟองเวท ดึงยอดขายและลาภลอย ฟองอากาศใสหรือมณฑลทรงกลมที่ลอยละล่องกระจายอยู่ทั่วไปในชั้นบรรยากาศ คือสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อกับกระแสจิตวิญญาณร่วมของคนนับล้านที่เคยแก้บนสำเร็จ เมื่อเราสบตากับภาพนี้ พลังงานจากพรายฟองจะเชื่อมท่อการเงินของเราเข้ากับโครงข่ายความร่ำรวยขนาดใหญ่ ดึงดูดลูกค้า ดึงดูดออเดอร์ และกระตุ้นให้เกิดลาภลอย หรือโชคก้อนโตที่มาจากการเก็งกำไรและการค้าขายอย่างไม่สว่างคาตา

---

บทที่ 2: ลองมาแยกส่วนข้อตกลงทางสัญลักษณ์ในภาพ ว่าสิ่งนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับ Ego ของเรา

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์เนื้อทองคำพนมมือกลางทุ่งดอกไม้ขาว เทวตาปุตตะผู้ประทานโชคลาภและการเสี่ยงดวงให้ร่ำรวย

เบื้องบนคือแผ่นฟ้าครามกระจ่างสว่างด้วยรังสีสุริยะสาดส่องเฉียงลงมาจากมุมซ้าย ละอองทรงกลมใสคล้ายฟองอากาศผุดพรายกระจายตัวลอยละล่องทั่วชั้นบรรยากาศอย่างน่าอัศจรรย์ กลีบดอกไม้ขาวร่วงหล่นจากนภาราวกับปาฏิหาริย์แห่งสรวงสวรรค์ที่กำลังเฉลิมฉลองชัยชนะ เบื้องล่างคือทุ่งดอกไม้เล็กสีขาวบริสุทธิ์หนาแน่นพรมเต็มผืนดินรองรับแท่นประทับ ณ จุดกึ่งกลางปรากฏรูปเคารพไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ยืนตระหง่านเด่นสง่าในสไตล์ศิลปะร่วมสมัย ผิวภายนอกระยิบระยับด้วยรักปิดทองคำเปลวแท้สีทองอร่ามขรุขระเป็นพื้นผิวสะท้อนแสงเงาไล่เฉดเข้มอ่อนอย่างมีมิติ ใบหน้าอิ่มเอิบสวมใส่แว่นตากันลมสีดำสนิทบดบังดวงตาตัดกับเนื้อทองคำอย่างเฉียบขาด ดุดัน ลึกลับ สองมือยกขึ้นพนมแน่นตรงหน้าอกในท่าไหว้รักษาสัจจะมั่นคง แฝงพลังแห่งพุทธคุณอันสะอาดบริสุทธิ์ บนคอคล้องด้วยพวงมาลัยดอกไม้สดสีแดงชาดสลับอุบะสีชมพูทอดยาวลงมาถึงหน้าท้อง ผ้านุ่งโจงกระเบนทองคำแสดงรอยยับทิ้งตัวหนาแน่นตามหลักเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ขับเน้นให้เห็นเรือนร่างที่เปี่ยมด้วยลมหายใจและพลังงานเหนือธรรมชาติที่ตื่นรู้พร้อมประทานพร

#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล

5/31 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในประสบการณ์ของผมกับการใช้วอลเปเปอร์ไอ้ไข่วัดเจดีย์ การมีภาพนี้บนหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพสวยงามหรือเครื่องรางของขลังอย่างเดียว แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือช่วยจูนพลังจิตใต้สำนึกของตัวเองในแต่ละวันอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งที่ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือความสงบและความมั่นใจเพิ่มขึ้นเวลาที่มองเห็นภาพนี้ เพราะตามที่บทความได้ชี้แจงไว้ว่า ภาพนี้ไม่ได้ส่งพลังแบบตรง ๆ จากภายนอก แต่รูปปั้นไอ้ไข่วัดเจดีย์พร้อมสัญลักษณ์ต่าง ๆ บ้านเรือนดอกไม้แดง รวมถึงแสงทิพย์ในภาพ เป็นสื่อที่สะท้อนและเปิดเจตจำนงภายในจิตใจเราเองให้ตื่นขึ้นอย่างแรงกล้า ผมหยิบเอามุมมองนี้มาใช้ในชีวิตจริง เวลาที่มีความลังเลใจหรืออยากเสี่ยงโชค ผมจะพูดกับตัวเองว่า "ขอให้พลังแห่งภาพนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน และนำพาผู้คนและโอกาสที่สอดคล้องเข้ามา" แทนการขอพรจากเทพเจ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยให้ผมรู้สึกควบคุมชีวิตและเลือกเส้นทางได้อย่างมีพลัง ไม่ใช่รอคอยโชคลาภเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การที่ภาพไอ้ไข่มือพนมอยู่ท่ามกลางดอกไม้ขาวสะอาดและโทนสีทองอร่าม ยังช่วยให้ผมรู้สึกถึงความมั่งคั่งและความมีโชคที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่รวมถึงความสำเร็จและพลังขับเคลื่อนในชีวิตทางจิตวิญญาณด้วย ภาพนี้จึงไม่ใช่แค่การเสริมโชคลาภแบบจอมปลอม แต่คือการสะท้อนและเตือนให้เรารักษาความซื่อสัตย์ต่อตนเอง พร้อมเปิดรับพลังภายในที่แท้จริง แม้ความรู้สึกต่อภาพนี้ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่สำหรับผมแล้วมันคือดาบและมือที่ช่วยกันผลักดันให้ชีวิตเดินหน้าอย่างมีทิศทางและกล้าหาญมากขึ้น สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้ทุกคนที่สนใจแม้ไม่เชื่อเรื่องโชคลาภหรือสายมู ลองใช้ภาพนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจภายใน เปิดใจรับรู้ความรู้สึกแรกที่ไม่มีเหตุผล แล้ววางเจตนาอย่างชัดเจนในใจว่าอยากให้พลังภายในของตัวเองตื่นรู้และเสริมพลังให้ชีวิต มันอาจช่วยให้คุณเจอสิ่งที่เหมาะสมในเวลาที่ใช่ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว