วอลเปเปอร์แจกฟรี EP 60 ฟางเสี่ยวเหริน คนพาลถอยห่าง ตัดศัตรู ดึงดูดมิตร ต้อนรับผู้อุปถัมภ์ 🪷

คำนำ (ยาว แต่อ่านจบแล้วเคลียร์ ถ้าเกทงานของบลูอยู่แล้ว ไถข้ามไปบทที่ 1 ดูเจตจำนงของภาพนี้ได้เลยค่ะ)

ภาพ = สัญลักษณ์ที่มีชีวิต ทุกเส้น สี รูปทรง เราจึงไม่จำเป็นต้องเข้าใจมันในทันที ภาพที่ดีควรทำงานในใจเราไปเรื่อยๆ

ส่วนของเนื้อหา (อักษรที่บลูขยายความเจตนาในแต่ละภาพ) ขณะอ่าน อยากให้พึงเสมอว่า...

ไม่ต้องเชื่อบลู แต่ให้สังเกตการตอบสนองแรกของตัวเราเอง ไม่ใช่ในระดับความคิด/อารมณ์เท่านั้น แต่ในระดับที่จิตยังไม่ทันแปลความหมาย (การตอบสนองของจิตไร้สำนึก) มันจะไม่ได้มาในรูปคำตอบชัด ๆ ว่าชอบ/ไม่ชอบ ใช่/ไม่ใช่ แต่มักปรากฏรูปแบบอื่น เช่น

– ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะคิด

– อยู่ ๆ นึกถึงเหตุการณ์เก่า คนบางคน ช่วงชีวิตบางช่วง

– ไม่รู้จะอธิบายว่าเกี่ยวอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่มันไม่นิ่งเฉย

– ต่อต้าน อยากเถียง อยากปฏิเสธ ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไม

– อ่านแล้วอยากเลื่อนผ่านเร็วผิดปกติ /กลับมาอ่านซ้ำหลายรอบโดยไม่รู้เหตุผล

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องรสนิยม และไม่จำเป็นต้องเป็นประสบการณ์ที่ดี แต่มันคือสัญญาณว่าจิตไร้สำนึกกำลังตอบสนองต่อสัญลักษณ์ที่ไปแตะโครงสร้างบางอย่างในตัวเรา

บลูไม่แนะนำให้ใช้อารมณ์อย่างเดียว อารมณ์มันคนละเรื่องกับจิตไร้สำนึก อารมณ์เป็นผล (ร่องรอยที่หลงเหลือหลังการเคลื่อนของจิต)จิตไร้สำนึกเป็นการเคลื่อนไหวก่อนภาษา (เกิดก่อนจะรู้สึกว่าอะไร)

ตัวอย่างของอารมณ์ที่มักตามหลังการตอบสนองของจิตไร้สำนึกมักเป็นอารมณ์ที่อธิบายยาก มันไม่ใช่อารมณ์พื้นฐาน (เหมือน ดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว) แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการผสมกันของความรู้สึกและกระบวนการทางความคิดเข้าด้วยกันเช่น

- คุ้น ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน

– อึดอัด กระอักกระอ่วน วางไม่ลง ทั้งที่ภาพไม่ได้มีอะไรน่ากลัว

- ถูกดึงดูด อยากหยุดดู ไม่รู้ว่าดึงดูดเพราะอะไร

– อยากกลับมาดูซ้ำ คิดว่าทีแรกก็ไม่ได้อินขนาดนั้น

- อยากเก็บภาพนี้ไว้ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหาอะไรแบบนี้

- เหมือนภาพมองกลับมา มีอะไรบางอย่างจ้องเราอยู่

– นิ่ง เงียบ อยากหยุดดู ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าชอบเป็นพิเศษ

– การรับรู้เชิงร่างกายเล็ก ๆ หนักในอก หายใจไม่ออก น้ำตาไหล ทั้งที่ยังอธิบายไม่ได้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร

– หงุดหงิด อยากแย้ง อยากปฏิเสธ โดยไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไร

- มันค้างอยู่ในหัวหลังจากเลิกดูแล้ว

- ความหมายของมันไม่ชัดทันที แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่าง

ถ้าสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเราขยับขึ้นมาเอง แล้วตามมาด้วยอารมณ์ +เหตุผลที่อธิบายไม่ทัน นั่นพอแล้วค่ะที่จะบอกว่าจิตไร้สำนึกได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้านั้น

ภาพหนึ่งภาพ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน

สัญลักษณ์ไม่ใช่ป้ายไฟแดง ไฟเขียว ที่ถูกสอนให้เข้าใจตรงกันทั้งสังคม

สัญลักษณ์ทำงานต่างออกไป มันไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่มันปลุกประสบการณ์ภายในของแต่ละคนขึ้นมา

สัญลักษณ์เดียวกัน อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่อีกคนรู้สึกอึดอัด และบางคนอาจไม่รู้สึกอะไรเลย

ทั้งหมดนี้ไม่ผิด เพราะการทำงานของสัญลักษณ์ ต้องอาศัยพื้นเดิมของแต่ละคน

บลูมีหน้าที่แค่วางเจตนาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้ที่เข้าไปทำงานร่วมกับภาพนั้น การทำงานจึงเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน กับภาพหนึ่งภาพ และกระบวนการนั้นไม่เกี่ยวกับตัวกลาง (บลู) เลย บลูไม่เชียร์ ไม่เทียบ ไม่บอกว่าภาพไหนดีกว่า หน้าที่ของบลูมีเพียงการเปิดพื้นที่ให้ภาพได้ไปเจอกับเจ้าของที่สั่นพ้องกับมันจริง ๆ เท่านั้น

ถ้าเกิดผัสสะแล้วไม่เกิดการตอบสนอง นั่นไม่ได้แปลว่าภาพนี้ไม่ดี และถ้าเกิด resonance ขึ้นมา นั่นก็ไม่ได้แปลว่าภาพนี้เหมาะกับทุกคน ภาพทำงานผ่านความซื่อสัตย์ของเราที่มีต่อจิตไร้สำนึกของตัวเอง (1-1) ถ้าแค่เชื่อทุกคำโดยไม่ถามจิตตัวเองสักครั้ง โลกนี้ก็คงไม่ต้องมีการค้นหาอะไรอีก เราคงรวย ดัง เป็นที่รักกันทั้งโลกไปนานแล้ว

🪞ลำดับชั้นการทำงานของภาพและสัญลักษณ์

เวลาที่คนทำงานกับภาพหรือสัญลักษณ์ มักจะมีคำสองคำถูกพูดถึงเสมอ คือ Resonance และ Synchronization สองอย่างนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่ได้เกิดพร้อมกัน แต่ทำงานเป็นลำดับขั้น ...เรื่องนี้ยาวมาก สั้นๆ คือ

1.การสั่นพ้อง (การตอบสนองโลกภายใน/เกิดในระดับปัจเจกเพราะต้นทุนภายในแต่ละคนไม่เหมือนกัน) เป็นด่านแรกๆ ที่เกิดขึ้นก่อน

2.ส่วนซิงโคร (สะท้อนออกสู่โลกภายนอก/เกิดในระดับวัตถุวิสัย) เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามมา

🪞กลไกการทำงานของภาพ (Archetypal Mechanism)

เราไม่ได้รอรับพรหรือเศษทานจากฟ้า เทพเจ้า หรือความเชื่อปรัมปราใด ๆ สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ Archetype ภายในตัวเราเองนั่นแหละที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

หลายคนคุ้นเคยกับภาพจำว่า การเปลี่ยนชีวิต คือการไปขอพร มีผู้ใหญ่ พระ เทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวด พูด หรือมอบบางอย่างให้จากภายนอก เหมือนเราเป็นผู้รอรับ และพลังเป็นสิ่งที่ถูกให้มา แต่การทำงานของภาพในแนวทางนี้ไม่ใช่แบบนั้น เทพ พลัง หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้พร และไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเราแทน แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนหรือ กระจกสะท้อนของบางส่วนในจิตใจเราเอง

Symbolism, Imagery, พิธีกรรม, ความเชื่อ, ความฝัน และศิลปะ จึงไม่ได้ส่งพลังเข้ามาจากภายนอก แต่ทำหน้าที่ กระตุ้น รวบรวม และจัดระเบียบพลังงานทางจิต (Psychic Energy)ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา เพื่อดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน (Inner Power) หรือส่วนที่ถูกกดทับ มองไม่เห็น หรือไม่กล้าใช้ (Shadow) ให้สามารถปรากฏขึ้นมารับรู้ได้

เมื่อจิตไร้สำนึกรับรู้ภาพนั้น Archetype ภายในที่สอดคล้องจะถูกปลุกให้ตื่น และเมื่อ Archetype ถูก Activate

การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมภายนอกจะค่อย ๆ เปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงภายในนี้เองที่ทำให้สถานการณ์ ผู้คน และโอกาสในโลกจริงเริ่มเคลื่อนตัวตาม ไม่ใช่เพราะมีใครให้พลัง แต่เพราะเรากลายเป็นคนที่พร้อมจะถือพลังนั้น

พลังงานจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอ.. โลกวัตถุจึงไม่ใช่ของขวัญจากฟ้า.. แต่คือผลลัพธ์ของจิตที่พร้อมเป็น

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามองภาพหรือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลองเปลี่ยนบทสนทนาในใจจาก

ขอให้ท่านช่วยลูกช้างด้วย..

เป็น

ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ทำให้ฉันพร้อมดึงดูดสิ่งที่สอดคล้องกับมัน ผู้คนที่ใช่ สถานการณ์ที่เหมาะสม และโอกาสต่าง ๆ เข้ามาเรียงตัวตรงหน้าฉันพอดี..เป็นต้น

นี่คือการ Taking Ownership หรือการยึดอำนาจคืนมาที่ตัวเอง พลังงานจะเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำ (Victim) เป็นผู้สร้าง (Creator) ทันทีที่พูดจบค่ะ..

---

บทที่ 1:

หลังๆ มานี้บลูเริ่มอินในมิติศาสนา ความเชื่อ โบราณคดี วัฒนธรรมจิตวิญญาณ รวมถึงปรัชญาศาสนา ด้วยเหตุนี้บลูจะแยกมิติของพลัง (ไสยเวท/อำนาจจัดการโลกภายนอก) และมิติจิตวิญญาณ (โลกภายใน/การตื่นรู้) ออกจากกัน เพราะในทางเทววิทยาเชิงวัตถุ พลังอำนาจคือดาบ ส่วนจิตวิญญาณคือมือที่ถือดาบ หากมีแต่พลังแต่ไร้จิตวิญญาณ พลังนั้นก็ไร้ทิศทาง แต่หากมีแต่จิตวิญญาณแต่ไร้พลัง เราก็ไม่อาจขับเคลื่อนอะไรในโลกโลกีย์ได้เลยค่ะ...

1.มิติของพลัง ไสยเวท และเทวอำนาจ

-ตัดวงจรเรื่องวุ่นวายความขัดแย้งเชิงลบ ลดทอนการเผชิญหน้ากับคำนินทาหรือความชิบหายที่เกิดจากบุคคลที่ไม่หวังดีในที่ทำงาน ครอบครัว สถานศึกษา สถานการณ์ที่บั่นทอนพลังงานชีวิต หรือคนที่ไม่หวังดีต่อหน้าที่การงานและการเรียน

-ลดทอนแรงอาฆาตหรือแรงดึงดูดเชิงลบระหว่างบุคคล รวมถึงเหตุการณ์ที่คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนกลับมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างไม่มีสาเหตุ

-ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย คำนินทา การถูกเอาเปรียบ ปราบคนพาล (斩小人) ยันต์กลางหน้อจอนี้ช่วยให้เราตื่นตัวและตั้งรับต่อผู้ที่จ้องจะเอาเปรียบหรือขัดขวางความก้าวหน้า

-ลดการยุ่งเกี่ยวของคนที่ไม่หวังดี ลดแรงปะทะ ลดการแสดงออกที่ก้าวร้าวของคนที่มีอคติต่อเรา เคลียร์ทางให้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น ทำให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคนที่ไม่นำพาความเจริญมาให้ค่อยๆ ห่างออกไป

-ดึงดูดมิตรภาพที่ส่งเสริมกัน เปลี่ยนกระแสพลังงานจากการป้องกันเป็นการเปิดรับ เพื่อดึงดูดผู้อุปถัมภ์ หรือเพื่อนร่วมงานเข้ามาในชีวิต

-เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส ดั่งประโยค 解冤親債主 (การคลี่คลายกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร) ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาในกรณีที่เกิดปัญหาอุปสรรคไม่คาดฝัน ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในเส้นทางอาชีพหรือการเรียนไปได้

#สายมู #วอลเปเปอร์สายมู #วอลเปเปอร์เสริมดวง #ความเชื่อส่วนบุคคล

6/29 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อได้ลองใช้วอลเปเปอร์ฟางเสี่ยวเหรินที่แจกฟรีใน EP60 นี้ สิ่งที่ผมรู้สึกได้ชัดเจนคือความเปลี่ยนแปลงในระดับจิตใจภายในลึกๆ ไม่ใช่แค่ภาพพื้นหลังธรรมดา แต่เหมือนเป็นตัวแทนของพลังงานที่ช่วยจัดระเบียบความคิดและจิตไร้สำนึกในด้านบวก ผมสังเกตว่าผู้คนรอบตัวที่เคยกดดัน หรือไม่หวังดี เริ่มค่อยๆ ห่างออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเจออุปสรรคหรือความขัดแย้ง การมีวอลเปเปอร์ที่สื่อถึงการตัดศัตรูและปัดเป่าสิ่งไม่ดี ช่วยให้ใจสงบและรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังรู้สึกถึงแรงดึงดูดมิตรภาพใหม่ๆ ที่เข้ามามากขึ้น ราวกับว่าพลังงานในภาพช่วยเปิดพื้นที่ให้คนดี คนที่เหมาะสมเข้ามาในชีวิต สิ่งที่น่าสนใจคือเจตนาของภาพนี้ไม่ได้สื่อความหมายเดียว แต่จะกระตุ้นจิตไร้สำนึกในแต่ละคนแตกต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความลึกซึ้งและมีความหมายเฉพาะตัว เหมือนเราได้ถือดาบในมือที่มีจิตวิญญาณกำกับ ให้พลังนี้ไม่ใช่แค่พลังภายนอกที่ขอพรจากใคร แต่เป็นพลังที่ตื่นขึ้นในตัวเองและพร้อมจะสร้างเปลี่ยนแปลง แนะนำให้เปิดใจรับภาพนี้ในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้า หรือเจอปัญหา ลองตั้งเจตนาแบบที่บลูแนะนำว่า "ขอให้พลังนี้ตื่นขึ้นในตัวฉัน ดึงดูดสิ่งที่สอดคล้อง คนที่ใช่ และโอกาสที่เหมาะสมเข้ามาในชีวิต" จะช่วยปรับสมดุลใจให้มีพลังบวก และพร้อมผ่านเรื่องร้ายให้กลายเป็นโอกาสอย่างแท้จริง สุดท้ายแล้ว การใช้วอลเปเปอร์นี้ไม่ได้หมายความว่าโชคดีจะมาเอง แต่คือการเตือนใจให้เรายึดอำนาจชีวิตตัวเอง กลายเป็นคนที่สร้างพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองจริงๆ นี่แหละคือพลังสายมูที่แท้จริงและมีความหมายที่สุด