Ep.3 แล้วในทางปฏิบัติล่ะ คนหาเทพประจำตัวเองยังไงบ้าง?

มาต่อค่ะ

4.การพิสูจน์และแยกแยะสัญญาณ (Spiritual Discernment)

ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะต้องแยกให้ออกระหว่างสัญญาณจริง กับความคิดไปเอง (Illusion / Bias)

สังเกตความฝันและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากการสื่อสาร ให้ลองจดบันทึกความฝัน หรือสังเกตว่าชีวิตในช่วง 2-3 สัปดาห์นั้น มีเหตุการณ์ ความรู้สึก หรือพลังงานบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญไหม

ใช้การยืนยันผ่านเครื่องมือเพื่อ Cross-check หลายคนนิยมใช้ไพ่ทาโรต์ ไพ่ออราเคิล หรืออักษรรูน ไม่ใช่เพื่อการมูแบบหลับหูหลับตา แต่ใช้ในฐานะเครื่องมือตั้งคำถามย้อนกลับ เพื่อคัดกรอง Ego และ Confirmation Bias ของเราออกไป ดูว่าพลังงานที่สื่อสารอยู่นี้ใช่พระองค์จริงหรือไม่? หรือให้ผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยอ่านพลังงานให้ หมอดู / คนทรง เพื่อดูว่ามีพลังงานของเทพองค์ไหนที่เด่นชัดรอบตัวเราอยู่หรือไม่ เป็นการยืนยันอีกทางหนึ่งหรือชั้นหนึ่ง อันนี้อาศัยความน่าเชื่อถือของผู้ทำพิธีเป็นหลัก + อย่างที่เคยเกริ่นไปในข้อแรก บางศาสนาไม่ได้ให้เลือกเอง แต่ครูบาอาจารย์ นักบวช หรือพิธีกรรม จะเป็นผู้บอกว่าเทพองค์ใดรับเราด้วยซ้ำ อันนี้จะเจอได้ในหลายสายของฮินดู แอฟริกันดั้งเดิม และศาสนาพื้นเมืองบางแห่ง แต่ปัญหาคือ ถ้าไปหาอาจารย์ 5 คน อาจได้ 5 คำตอบ จึงตรวจสอบข้ามกันได้ยากมาก 5555

สังเกตสภาวะจิตใจ (Internal) เวลาคิดถึงหรือตั้งจิตขอพรจากท่าน รู้สึกถึงพลัง ปัญญา หรือความสงบในใจขึ้นไหม? และสังเกตเหตุการณ์ภายนอก (External) มีความราบรื่น ปัญหาถูกคลี่คลายด้วยปัญญา หรือมีทางออกใหม่ๆ ปรากฏขึ้นไหม?

5.การสร้างสายสัมพันธ์แบบคนต่างตอบแทน (Building Reciprocity - Do ut des)

ถ้าแน่ใจแล้วว่ามีสายสัมพันธ์จริง การทำงานร่วมกับเทพประจำตัวในทางปฏิบัติ ไม่ใช่การนั่งขอพร แต่คือการทำงานร่วมกันค่ะ

พัฒนาตัวเองในโดเมนของเทพองค์นั้น หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด

รักษาคำพูดและข้อตกลง หากเคยบอกว่าจะถวายสิ่งใด หรือจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเพื่อเติบโต ก็ต้องทำตามที่พูด เพราะระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แต่นะคะ หลายคนอาจจะเอ้ะ ข้อ 5 นี้ทำไมมันฟังดูคล้ายการบนบานศาลกล่าวหรือขอร้องต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วทำตามสัญญาเมื่อสมหวังในไทยเลยนะ 555 แถมมันไม่ได้มีบันทึกในตำราเทววิทยาเล่มไหนเลยหนิ บลูเธอสร้างลัทธิใหม่อยู่รึเปล่า

จริงๆ ข้อนี้สะท้อนสิ่งที่พบในศาสนาหลายแห่งจริงนะคะ บลูไม่ได้ปิ๊งปั๊งในสมองขึ้นมาเอง แต่มีจุดที่ควรแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กับการตีความแบบจิตวิญญาณร่วมสมัย คือคำว่า Do ut des เป็นภาษาละติน แปลตรงตัวว่า I give so that you may give. อันนี้เป็นแนวคิดสำคัญในศาสนาโรมันโบราณ กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทพมีลักษณะเป็นพันธสัญญาหรือการแลกเปลี่ยน ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ของตน มนุษย์ถวายเครื่องบูชา พิธีกรรม หรือคำปฏิญาณ ส่วนเทพก็มอบการคุ้มครอง ความอุดมสมบูรณ์ หรือชัยชนะตอบแทน

อย่างไรก็ตาม ประโยคที่ยกมานั้น โดยเฉพาะส่วนที่ว่า หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา การขยันอ่านหนังสือและฝึกคิดวิเคราะห์ ก็คือการถวายบูชาที่ดีที่สุด …อันนี้ไม่ใช่หลัก Do ut des ดั้งเดิมซะทีเดียว แต่เป็นการตีความแบบร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากจิตวิทยาและแนวปฏิบัติทางจิตวิญญาณยุคใหม่ เพราะถ้าเป็นกรีกโบราณ เราอาจถวายไวน์ น้ำมันมะกอก หรือประกอบพิธีแก่ Athena มันไม่ได้มีข้อความว่าต้องอ่านหนังสือทุกวันจึงจะเป็นการบูชาที่ดีที่สุดหนิ

แต่ถ้ามองผ่านกรอบของการพัฒนาเชิงสัญลักษณ์ ประโยคนี้กลับมีเหตุผลมาก เพราะมันตีความว่า การบูชาไม่ใช่การเอาของไปแลกกับเทพ แต่คือการทำให้คุณสมบัติ (archetype) ของเทพองค์นั้น ปรากฏในชีวิตของเรา เช่น ถ้าเราศรัทธาใน Athena ก็ให้ฝึกใช้เหตุผล ความรู้ ความรอบคอบ / ถ้าศรัทธา Hermes ก็จงพัฒนาการสื่อสาร การเรียนรู้ ภาษา / ถ้าศรัทธา Aphrodite ก็ให้ฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ความงาม ความสัมพันธ์ / ถ้าศรัทธาพระแม่กาลี ก็จงกล้าที่จะเผชิญการเปลี่ยนแปลงและการตัดสิ่งที่หมดความหมาย เป็นต้น (ในกรอบนี้เครื่องบูชา จึงเปลี่ยนจากวัตถุ เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับคุณค่าของเทพค่ะ)

ส่วนข้อความที่บลูเคยเขียนว่า ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยความเคารพและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก็เป็นอีกจุดที่ควรระวัง เพราะเป็นข้ออ้างเชิงเทววิทยา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าเทพมีความไว้วางใจต่อมนุษย์ในความหมายแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจริงหรือไม่ (นั่นขึ้นอยู่กับระบบความเชื่อที่ผู้ปฏิบัติยอมรับ)

ถ้ามองแบบบลูจริงๆ (ไม่ได้อ้างตามที่อ่านเจอในหนังสือเพียงอย่างเดียว) ในแนวปฏิบัตินี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทพไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการขอพรเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับคุณค่าและขอบเขตอำนาจของเทพองค์นั้น ผู้ปฏิบัติหลายคนในตอนนี้มักถือว่ามันเป็นการพัฒนาตนเอง และการรักษาคำมั่นมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความเคารพต่อเทพไปในเวลาเดียวกัน (มีแต่ได้กับได้)

ดังนั้นในแนวปฏิบัตินี้มันคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากผู้บริโภคปาฏิหาริย์ (แปลหยาบคือสักแต่จะเอา) เป็นผู้ร่วมสร้างอย่างที่บลูเขียนไว้บ่อยมากๆ คือเทพไม่ได้ถูกมองเป็นตู้เอทีเอมกดขอพร แต่เป็นอุดมคติหรือพลังที่เราพยายามทำให้เป็นจริงผ่านการกระทำของตัวเราเอง ซึ่งไม่ว่าคนจะตีความเทพว่าเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือเป็นสัญลักษณ์ทางจิต แนวปฏิบัติแบบนี้ก็ยังมีความหมายได้ในทั้งสองกรอบค่ะ

ซึ่งทั้งหมดที่พูดมานี้ไม่มีศาสนจักรมาคอยแจกใบเซอร์ประกาศนียบัตรนะคะ ว่าเราทำถูกต้องแล้ว จงทำต่อไป หรือทำผิด จงหยุดทำซะ มันเสียเวลา ทุกอย่างที่บลูเขียนมานี้ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ตรงส่วนบุคคล + ความรู้สึกเชื่อมโยงภายในจิตใจของเราล้วนๆ ดังนั้นคำตอบและกลไกการทำงานของระบบนี้ไม่มีใครตอบอะไรแทนเราได้เลยค่ะ (ดังนั้นเลิกถามบลูได้แล้วนะคะ ว่ามีปัญหา 1234 เลือกภาพเทพภาพไหนดี 5555 เพราะบลูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ จริงไหม)

อ้อและข้อควรระวังในการค้นหา (เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ) นะคะ มี 2 ข้อง่ายๆ

เทพประจำตัวเปลี่ยน/เพิ่มได้ มนุษย์เรามีการเติบโตทางจิตวิญญาณ ในแต่ละช่วงชีวิต (เช่น ช่วงเรียน ช่วงทำธุรกิจ ช่วงเจอวิกฤต) พลังงานที่เราต้องการจะต่างกัน จึงไม่แปลกถ้าช่วงหนึ่งเราจะจูนติดกับองค์หนึ่ง แล้วพอผ่านไปหลายปีจะรู้สึกถูกชะตากับอีกองค์หนึ่งมากกว่า

อย่าให้ใครมาตัดสินแทน 100% ร่างทรงหรือหมอดูอาจช่วยชี้เบาะแสได้ แต่คนเดียวที่จะยืนยันได้ว่าสายใยนั้นจริงหรือไม่ คือความรู้สึกภายในจิตไร้สำนึกของเราเองค่ะ

กรีก, นอร์ส, ฮินดู, อียิปต์, วิกคา, นิวเอจ …ทำไมหลายวัฒนธรรมถึงเชื่อว่าทุกคนควรมีเทพประจำตัวตั้งแต่แรก?

เพราะถ้าย้อนกลับไปดูศาสนาโบราณหลายระบบ จะพบว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นสากลซะทีเดียว ตัวอย่างเช่น ศาสนากรีกโบราณไม่ได้สอนว่าทุกคนต้องมีเทพองค์เดียวประจำตัว แต่คนคนหนึ่งอาจบวงสรวงหลายเทพตามบริบทของชีวิต ช่วงนี้เจออะไร ก็ไปไหว้เทพองค์นั้น (เช่น ก่อนออกศึกบูชาอาเรส ตอนเจ็บป่วยบูชาอพอลโล เดินเรือไปหาโพไซดอน ทำนาไปหาดีมีเตอร์ จะแต่งงานไปหาเฮรา ตอนอยากมีลูกบูชาอาร์เทมิสหรือโฟรไดท์) คือเขาใช้เทพเป็นเครื่องมือในการจัดการชีวิต ไม่ใช่มีแฟนประจำที่ต้องซื่อสัตย์ทั้งชีวิต ขณะที่บางสายของฮินดูมีแนวคิดเรื่องอิษฏเทวตา (Ishta Devata) คือเทพที่ผู้ปฏิบัติเลือกเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา (แปลหยาบคือการเลือกด้วยเจตจำนงของมนุษย์นั่นแหละค่ะ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงเทพที่ถูกกำหนดมาแต่เกิด ใครจะเลือกพระวิษณุ, พระศิวะ, หรือพระแม่กาลี ก็ได้ตาม ความชอบและจิตวิญญาณของคนนั้น มันเป็นเรื่องของการเลือก (ซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 2 ที่บลูอธิบายไว้) มากกว่าการถูกกำหนด

แล้วระบบเทพประจำวันเกิดในฮินดูล่ะ? บลูเคยเขียนว่ามันมีไม่ใช่หรอ

จริงค่ะ มีค่ะ มีการจับคู่ดาวเคราะห์กับเทพเจ้า แต่ระบบนี้เป็นโหราศาสตร์ซึ่งใช้เพื่อพยากรณ์ ไม่ได้ใช้เพื่อกำหนดว่านี่คือเทพที่เราต้องบูชาตลอดชีวิต ไม่บูชาเทพองค์นี้แล้วชีวิตจะชิบหาย คนโบราณดูดาวเพื่อรู้แนวโน้มของชีวิต แต่อิษฏเทวตายังเป็นเรื่องของการเลือกส่วนตัว

ส่วนในไทยก็เป็นพุทธผสมผสาน ไม่มีเทพประจำตัว แต่มีพระประจำวันเกิด ซึ่งไม่ใช่เทพ แต่เป็นพระพุทธรูปปาง

แต่... มันแย่ไหมที่เราเชื่อ?

ไม่แย่เลยค่ะ เพราะแนวคิดนี้ช่วยให้คนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ (อย่างบลูยังรู้สึกว่าตัวเองมันเริ่ดเลยแหละที่ได้ปางไสยาสน์ (หรือเรียกอีกชื่อว่าปางปรินิพพาน) เป็นปางประจำวันเกิด ปางไหนจะยืน จะนั่ง แต่ฉันจะนอน ซึ่งมันทำให้บลูรู้สึกสงบมากนะกับปางนี้) และจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว การมีเทพประจำตัวเป็นเหมือนการมีกระจกสะท้อนที่ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังต้องการอะไร ณ ช่วงเวลานั้น 🙂

7/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ที่พยายามค้นหาและสร้างสายสัมพันธ์กับเทพประจำตัวนั้น สิ่งที่ผมพบว่าเป็นกุญแจสำคัญคือการมีความตั้งใจและความจริงใจในการเชื่อมต่อ ไม่ใช่แค่เพียงการวิงวอนหรือขอพรอย่างเดียว แต่เป็นการรู้จักฟังและสังเกตสัญญาณที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างละเอียด แรกเริ่ม ผมใช้วิธีจดบันทึกความฝันและอารมณ์ในแต่ละวัน เพื่อดูว่ามีลักษณะซ้ำๆ กันที่อาจเป็นสัญญาณจากเทพหรือไม่ เช่น ความสงบ ความอบอุ่น หรือบางครั้งก็เป็นคำบอกใบ้ในรูปแบบสัญลักษณ์อื่นๆ ที่ต้องแปลความหมาย ซึ่งตรงกับแนวทางการพิสูจน์สัญญาณในบทความนี้ นอกจากนี้ การใช้ไพ่ทาโรต์เพื่อทบทวนและตรวจสอบความรู้สึกระหว่างที่ติดต่อกับเทพก็ช่วยได้มาก เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความลำเอียงและแนวโน้มที่จะจินตนาการไปเอง ช่วยให้ผมตั้งคำถามและรับฟังอย่างละเอียดว่าพลังงานหรือการสื่อสารนั้นเป็นของแท้หรือไม่ จุดที่ผมสนใจมากคือแนวคิด Do ut des หรือการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทพ ไม่ใช่แค่ขอพรแล้วรอรับผล แต่เป็นการพัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของเทพประจำตัว เช่น หากเทพประจำตัวคือเทพีแห่งปัญญา ก็จะตั้งใจเรียนรู้ เพิ่มพูนความรู้และคิดวิเคราะห์ ทำให้การบูชาเป็นไปในรูปแบบการปฏิบัติชีวิตที่สอดคล้องกับตัวตนของเราเอง ในขั้นตอนนี้ ผมพบว่าการรักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ตั้งไว้กับเทพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนถึงความเคารพและความจริงใจที่มีต่อสายสัมพันธ์นี้ และนั่นเป็นการสร้างฐานความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคง ไม่ใช่สร้างความคาดหวังเพียงชั่วคราว สิ่งที่ควรระวังอีกประการคือ การไม่ยึดติดกับคำของหมอดูหรือร่างทรงเพียงฝ่ายเดียว เพราะสุดท้ายแล้ว ความรู้สึกภายในของเราเองคือเครื่องยืนยันที่แม่นยำที่สุดในการเลือกและรับรู้เทพประจำตัวของเรา ในชีวิตประจำวัน ผมยังใช้การสะท้อนตัวเองผ่านการทำสมาธิ มองเห็นว่าพลังงานหรือแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในสมาธิวันไหนสอดคล้องกับคุณสมบัติของเทพหรือไม่ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในสายสัมพันธ์นี้มากขึ้น โดยรวมแล้ว การค้นหาเทพประจำตัวไม่ใช่เรื่องของการรีบเร่งหรือหวังผลทันที แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้และเติบโตอย่างมีจิตสำนึก ผ่านการสังเกต ความรู้สึก และการกระทำที่สอดคล้องกับคุณค่าของเทพที่เราเลือก เชื่อว่าหากใครทำอย่างจริงจัง ก็จะพบกับคำตอบที่ตรงกับตัวเองอย่างแท้จริง