Bluetecboost ทำไมใช้ตลอดได้ผล

3/4 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนถามผมว่า Bluetec Boost ดีไหม และทำไมผมถึงแนะนำให้ “ใช้ต่อเนื่องทุกลิตร” มากกว่ารอให้รถเริ่มอืดแล้วค่อยใส่ทีเดียว ผมเล่าจากประสบการณ์ตรงกับรถตู้รับส่งพนักงาน เครื่อง 3.0 AT (มีรีแมพและทะลวงแคท) ที่วิ่งเส้นทางเดิม เวลาเดิม น้ำหนักบรรทุกใกล้เคียงกันทุกวัน ทำให้ตัวแปรเรื่องการขับและโหลดค่อนข้างนิ่ง เลยเห็นความต่างได้ชัดครับ 1) เหตุผลที่ใช้ต่อเนื่องแล้วเห็นผล: “รักษาสภาพ” มากกว่ารอ “กู้สภาพ” ถ้าเทียบแบบง่าย ๆ คือ เสื่อมสภาพ < คืนสภาพ < เพิ่มคุณภาพ รถที่วิ่งทุกวันจะมีคราบและเขม่าสะสมเรื่อย ๆ โดยเฉพาะระบบหัวฉีดและทางเดินไอเสีย/แคตตาไลติก ถ้ารอให้เริ่มมีอาการก่อนค่อยใช้ มันต้องใช้เวลา “ล้างคืนสภาพ” นานกว่า แต่ถ้าเติมต่อเนื่องจะเหมือนช่วยคุมความสะอาด/การเผาไหม้ให้เสถียร ไม่ปล่อยให้เสื่อมลงไปมาก ผลเลยออกมาเป็นความลื่นของคันเร่งและควันลดลงแบบรู้สึกได้ 2) อาการที่ผมสังเกตได้หลังใช้ - อัตราเร่งดีขึ้นแบบจับความต่างได้ (โดยเฉพาะตอนออกตัวและเร่งแซง) - จังหวะคิกดาวน์มาไวและนุ่มขึ้น - ควันน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเวลาเร่งหนัก - หน้าจออัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย “ดีขึ้น” (ของผมเคยคำนวณได้ประมาณ 10.2 กม./ล. ไปใกล้ ๆ 11.3 กม./ล. ในเงื่อนไขใกล้กัน) 3) ใช้ยังไงให้คุ้ม (แบบที่ผมทำ) ผมเน้นเติมตามอัตราส่วนที่ฉลากแนะนำ และเติม “สม่ำเสมอ” มากกว่าหนัก ๆ ครั้งเดียว เพราะเป้าหมายคือทำให้การทำงานของระบบหัวฉีดและการเผาไหม้เสถียรต่อเนื่อง พอรถวิ่งเยอะ ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าเยอะครับ ยิ่งใครวิ่งงานประจำ เส้นทางเดิม ๆ จะเช็กผลได้ง่ายมาก 4) ข้อควรระวัง/สิ่งที่ควรรู้ก่อนสรุปผลว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ - ถ้ารถมีปัญหาพื้นฐาน เช่น หัวฉีดเริ่มเสียจริง ๆ กรองตัน เทอร์โบรั่ว เซ็นเซอร์เพี้ยน น้ำมันเครื่องเสื่อมมาก การเติมอย่างเดียวอาจไม่จบ ต้องซ่อมต้นเหตุ - เวลาจะเทียบความประหยัด พยายามคุมตัวแปร: เส้นทาง เวลา การจราจร น้ำหนักบรรทุก และสไตล์การเหยียบ สรุปในมุมผม Bluetec Boost “ดีไหม” ตอบว่า ถ้าใช้แบบต่อเนื่องและรถไม่ได้มีปัญหาหนักอยู่เดิม โอกาสเห็นผลเรื่องความลื่น การตอบสนอง และความประหยัดมีสูง โดยเฉพาะรถที่วิ่งทุกวันอย่างรถตู้หรือรถใช้งานจริงครับ

ค้นหา ·
เครื่องยนต์ bluetecboost