เหตุใดพระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกการดูดวงดาว ฤกษ์ยาม ไสยศาสตร์ว่า"เดรัจฉานวิชา"
พระพุทธองค์ตรัสเรียกศาสตร์เหล่านั้นว่า "เดรัจฉานวิชชา" (บาลี: ติรจฺฉานวิชฺชา) เพราะคำว่า "เดรัจฉาน" ในทางธรรมมีความหมายว่า "ขวาง" หรือ "ไปทางขวาง" ไม่ได้หมายถึงสัตว์สี่เท้า แต่หมายถึง วิชาที่ขวางกั้นหนทางสู่สวรรค์และนิพพาน รวมถึงไม่ช่วยให้พ้นทุกข์
เหตุผล สำคัญตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (เช่น ใน สามัญผลสูตร สามารถสรุปได้ดังนี้
1. ขวางกั้นมรรคผลนิพพาน
* ความรู้ฝ่ายต่ำ: วิชาเหล่านี้ดึงจิตใจให้ดิ่งต่ำลง
* กั้นความเจริญ: ทำให้จิตหมกมุ่นอยู่กับความโลภ ความกลัว และความอยาก
* ไม่พ้นทุกข์: ไม่ได้ช่วยละกิเลส หรือทำลายอวิชชาอันเป็นรากเหง้าของความทุกข์
*
2. ทำลายหลักกรรม (กัมมัสสกตา)
* พึ่งพาสิ่งอื่น: ทำให้คนหันไปพึ่งพาโชคชะตา ดวงดาว หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก
* ละเลยการกระทำ: บดบัง ความเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว)
* ขาดการพัฒนา: แทนที่จะแก้ไขที่การกระทำของตนเอง กลับไปแก้ที่การสะเดาะเคราะห์หรือบูชาเครื่องราง
*
3. เป็นมิจฉาอาชีวะสำหรับบรรพชิต
* ข้อห้ามของสงฆ์: พระพุทธองค์ทรงห้ามภิกษุและภิกษุณีเรียนหรื อเลี้ยงชีพด้วยวิชาเหล่านี้เด็ดขาด
* หลอกลวงประชาชน: การใช้ดวงชะตาหรือไสยศาสตร์หาเงิน ถือเป็นความประพฤติที่ผิดวินัยและทำลายความเลื่อมใสของประชาชน
*
วิชาเหล่านี้จึงถูกจัดเป็น "ศาสตร์ทางขวาง" ที่ทำให้มนุษย์เสียเวลาและพลาดโอกาสในการพัฒนาจิตใจเพื่อเข้าถึงความสุขที่แท้จริงตามแนวทางของพระพุทธศาสนาครับ


































