เขียนนิยายเศร้าแต่ทำคน‘ตุย‘จริง
🫶🏻📌วันนี้บลูจะมาเล่าเรื่อง นักเขียนเกอเธ่แบบเจาะลึกมากขึ้นค่ะ
ช่วงชีวิตวัยหนุ่มของผู้ชายที่อกหักจนต้องระบายออกมาด้วยการเขียนหนังสือ และจับเคสคนใกล้ตัวออกมาร่ายเป็นนิยายแต่ดันโด่งดังข้ามคืน… และสร้างเหยื่อขึ้นมาจริงๆ
"ย้อนไปในปี 1774... ใครจะคิดคะว่ายุโรปไม่ได้เผชิญกับสงครามใหญ่ และไม่ได้มีโรคระบาดทางกายภาพ... แต่สังคมกำลังหวาด ผวา 'ไวรัส' ชนิดใหม่ ที่ไม่ได้แพร่กระจายผ่านอากาศ... แต่แพร่กระจายผ่าน 'น้ำหมึก กระดาษ และความอกหัก' ค่ะ
นวนิยายขนาดสั้นที่ชื่อว่า The Sorrows of Young Werther
หรือชื่อไทย [ความทุกข์ระทมของหนุ่มน้อยแวร์เธอร์] นั้นถูกสั่งแบนในหลายเมืองของเยอรมนี ถูกขึ้นบัญชีดำที่อิตาลี และถูกประณามโดยนักศีลธรรมว่าเป็น 'ยาพิษเคลือบน้ำตาล'
คำถามที่พวกเราต่างสงสัยคือ... หนังสือเล่มเล็กๆ แค่นี้ จะทรงพลังถึงขั้นชักจูงให้วัยรุ่นเดินลงแม่น้ำ หรือเป่าหัวตัวเองได้จริงหรือ? หรือนี่เป็นเพียงความตื่นตระหนกที่ผู้ใหญ่ยุคนั้น 'ใส่สีตีไข่' ขึ้นมาเอง?
สารภาพว่าค้นคว้าช่วงแรกบลูก็ทึ่งในปรากฏการณ์นี้ค่ะ เลยคิดว่าควรนำมากฝากย้อนหลังวาเลนไทน์สักหน่อย
...วันนี้ บลูจะพาไปย้อนเปิดแฟ้มคดีนี้มาอ่านกันค่ะ"
"เรื่องราวในหนังสือที่ดูเผินๆ ค่อนข้างคลาสสิก พระเอกคือแวร์เธอร์ ชายหนุ่มผู้มีจิตใจละเอียดอ่อน ผิดหวังในรักเพราะ 'ลอตเต้' หญิงสาวที่เขารักนั้นมีคู่หมั้นแล้ว ความรักที่มืดมนนี้ผลักดันให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
ในยุคนั้น... การตายของแวร์เธอร์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้เลย แต่วัยรุ่นที่กำลังอินกับกระแส 'พายุและแรงอารมณ์' กลับมองว่า การทำลายตัวเองเพื่อความรัก คือการหยุดเวลา และทิ้งรอยแผลเป็นไว้ให้คนที่เรารักตลอดไป... เหมือนที่หลายคนอาจเคยแวบคิดว่า 'ถ้าฉันตายไป เขาต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆ'
...นั่นแหละค่ะ คือกับดักทางจิตวิทยา
ทว่าสิ่งที่นิยายไม่ได้บอกคุณ... คือฉากจบที่แสนเศร้านั้น โยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่ (ผู้เขียน) ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง แต่เขาก๊อปปี้มาจากคดีจริงของเพื่อนที่ชื่อ 'คาร์ล วิลเฮล์ม เยรูซาเลม' Carl Wilhelm Jerusalem
คาร์ล เจ้าของเรื่องเนี่ย ไม่ได้แค่เจ็บปวดเรื่องความรักอย่างเดียว แต่เขาถูกสังคม 'บูลลี่' อย่างหนัก เขาเป็นเพียงชนชั้นกลางที่ไปหลงรักภรรยาคนอื่น ซ้ำยังถูกเจ้านายกดขี่ และถูกไล่ออกจากงานเลี้ยงของชนชั้นสูงเพียงเพราะไม่มียศขุนนางนำหน้าชื่อ... การลั่นไกปืนวันนั้น จึงไม่ใช่แค่การเรียกร้องความรัก แต่เป็นการหนีจากโลกที่ไม่เหลือที่ยืนให้เขาแล้ว
เรื่องก็คือ วันหนึ่งเขาขอยืมอาวุธพร้อมลูกกระสุนจากเพื่อน อ้างว่าจะเตรียมตัวเดินทางไกล... ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไม่หวนกลับมาอีกเลย
ในนิยาย... แวร์เธอร์จัดแจงแต่งตัวเต็มยศและตายอย่างสงบ... แต่ในหน้าประวัติศาสตร์จริง บันทึกคำให้การระบุว่า กระสุนเจาะเข้าเหนือตาขวา... และที่น่าเวทนาคือ คาร์ลไม่ได้ตายทันทีค่ะ
เขาถูกพบในเช้าวันรุ่งขึ้น ในสภาพจมกองเลือด สมองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ปอดยังหายใจ... เขานอนทรมานอยู่บนพื้นนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งสิ้นใจในตอนเที่ยงวัน
ไม่มีคำสั่งลาที่ซึ้งกินใจ... ไม่มีใครมากุมมือร้องไห้... มีแต่ความเจ็บปวดทางชีวภาพที่แสนสาหัส นี่คือราคาของโลกความจริงที่ถูกตัดออกไปจากนิยายครับ
แต่ถึงความจริงจะโหดร้าย กระแสคลั่งไคล้ก็หยุดไม่อยู่ค่ะ มีบันทึกว่าพบศพของ คริสเตล ฟอน ลาสส์แบร์ก หญิงสาวที่กระโดดแม่น้ำ Ilm จมน้ำเสียชีวิต โดยลือกันว่ามีนิยายเรื่องนี้อยู่ในกระเป๋าของเธอ
อะไรทำให้อักษรพวกนี้กลายเป็น 'อาวุธ' ได้? จิตวิทยาที่เกอเธ่ใช้คือส่วนนี้ค่ะ
เก อเธ่ ใช้กลไกทางจิตวิทยาที่ทำงานกับสมองส่วนอารมณ์โดยตรงค่ะ
* Weaponized Guilt เขาบอกว่ารัก แต่ประโยคนี้คือการบอกลอตเต้ว่า 'เธอคือคนที่ส่งอาวุธให้ฉันฆ่าตัวตาย' นี่คือการแก้แค้นที่เจ็บแสบที่สุดภายใต้หน้ากากของความรัก
* Cold Rationality เขาไม่ได้ฟูมฟาย แต่เขียนด้วยความนิ่ง บรรยายแม้กระทั่งฝุ่นบนกระบอกปืน ความนิ่งนี้หลอกสมองคนอ่านให้ 'คล้อยตาม' ว่าความตายคือทางออกที่ผ่านการคิดมาอย่างมีเหตุผลแล้ว
* Para-social Relationship: การใช้คำว่า 'เธอ' ตลอดเวลา ทำให้คนอ่านที่กำลังโดดเดี่ยว รู้สึกว่าแวร์เธอร์กำลังคุยกับพวกเขาโดยตรง กำแพงระหว่างนิยายกับเรื่องจริงจึงพังทลายลงค่ะ
จนกระทั่งปี 1974 นักสังคมวิทยา เดวิด ฟิลลิปส์ ได้นำชื่อเรื่องนี้มาตั้งเป็นศัพท์ทางการแพทย์ว่า 'The Werther Effect' อธิบายปรากฏการณ์พฤติกรรมเลียนแบบเมื่อสื่อนำเสนอข่าวการปลิดชีวิตตัวเองอย่างครึกโครม
แต่ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยล่าสุดของเขายืนยันว่า แม้การตายเลียนแบบแวร์เธอร์จะมีอยู่จริง แต่สเกลที่เรียกกันเองว่าเป็น 'โรคระบาด' นั้น ส่วนหนึ่งถูกสื่อและนักศีลธรรมในยุคนั้น 'ขยายความ' เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการแบนหนังสือค่ะ มนุษย์เราหวาดกลัวสิ่งที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดเสมอ
ทีนี้ เรามาดูฝั่งคนเขียนที่รอดชีวิตมาได้อย่าง เกอเธ่ กันบ้างค่ะ... ถ้าอังกฤษมี 'เชกสเปียร์' เยอรมนีก็มี 'เกอเธ่' นี่แหละ เขาคืออัจฉริยะระดับเดียวกับ ดา วินชี เป็นทั้งกวี นักวิทยาศาสตร์ และรัฐบุรุษ
ความทรงอิทธิพลของเขา พิสูจน์ได้จาก นโปเลียน โบนาปาร์ต จักรพรรดิผู้พิชิตยุโรป ท ี่พกหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปทำศึกที่อียิปต์ และอ่านมันซ้ำถึง 7 รอบ! จนเมื่อทั้งคู่ได้พบกัน นโปเลียนถึงกับเอ่ยปากชมเกอเธ่ว่า "Voilà un homme!" ที่แปลไทยว่า นี่สิลูกผู้ชายที่แท้จริง!
และผลงานยุคทองที่แท้จริงของเขา ไม่ใช่นิยายรักค่ะ แต่คือ 'FAUST' เฟาสต์ วรรณกรรมดาร์กแฟนตาซีที่เขาใช้เวลาเขียนเกือบทั้งชีวิต เล่าเรื่องของนักปราชญ์ที่ทำสัญญากับซาตานเพื่อแลกกับความรู้และความสุขทางโลก... ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของ Pop Culture ทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ เขายังท้าทายเซอร์ไอแซก นิวตัน ด้วยการเขียนทฤษฎีสี ที่เน้นวิเคราะห์ว่า 'สีมีผลกระทบต่อจิตวิทยาและอารมณ์มนุษย์อย่างไร' ซึ่งเป็นรากฐานที่งานดีไซน์ทั่วโลกใช้กันอยู่ทุกวันนี้ค่ะ
เกอเธ่เคยยอมรับในบั้นปลายชีวิตว่า เข ารู้สึกเหมือนถูกวิญญาณของแวร์เธอร์ตามหลอกหลอน... คงจะรู้สึกผิดค่ะที่เขียนผลงานและทำให้ใครต้องจบชีวิตลงจริงๆ สำหรับนักเขียนแล้วคงไม่คาดฝันว่าผลงานตัวเองจะเป็นผลร้ายต่อคนอื่น ส่วนใครที่อยากสัมผัสความอันตรายของตัวอักษร บลูแนะนำให้ลองหา 'ความทุกข์ระทมของหนุ่มน้อยแวร์เธอร์' หรือ 'เฟาสต์' มาอ่านกันดูนะคะ ในไทยมีสำนักพิมพ์แปลไทยอยู่ค่ะ เรียบเรียงได้สื่ออารมณ์เหมือนต้นฉบับเลย
แต่อยากฝากเอาไว้ว่า... การตายประชดรัก มีค่าเป็นศูนย์นะคะ คนตายไม่ได้รับรู้ความรู้สึกผิดของคนเป็น... ชายหนุ่มที่เขียนจดหมายลาตายได้บีบหัวใจที่สุดในโลก ไม่ได้จบชีวิตลงการที่ลั่นไกในวันนั้น แต่เขามีชีวิตอยู่ต่อมาอีก 58 ปี เพื่อสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนาน และกลายเป็นบุคคลที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในประวัต ิศาสตร์
จงเขียนความเจ็บปวดของคุณออกมาเหมือนเกอเธ่เถอะค่ะ... เปลี่ยนมันเป็นงานศิลปะ แต่อย่าแลกมันด้วยลมหายใจ เพราะถ้าเกอเธ่เลือกที่จะเป็น 'แวร์เธอร์' ในวันนั้น โลกใบนี้คงไม่มีมหาปราชญ์ที่ชื่อ 'เกอเธ่' ในวันนี้...
ความเจ็บปวดสร้างงานศิลปะได้... แต่อย่าให้มันทำลายศิลปิน.
...สำหรับวันนี้ บลูวิชั่น ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีค่ะ
เรียบเรียงเขียนโดย : บลู/BlueVisionTh
*ไม่อนุญาตให้ใช้ในการนำไปเล่าเรื่องออกสื่อต่อทุกช่องทาง
*ไม่อนุญาตให้คัดลอก สามารถแชร์ต่อได้เท่านั้น
📚 References & Primary Sources:
* Mestas, M. (2023). The 'Werther Effect' of Goethe's Werther: Anecdotal Evidence in Historical News Reports. Health Communication. (Tier 1: Academic Journal)
* Phillips, D. P. (1974). The influence of suggestion on suicide: Substantive and theoretical implications of the Werther effect. American Sociological Review. (Tier 1: Academic Journal)
* Goethe, J. W. von. (1774). The Sorrows of Young Werther [Die Leiden des jungen Werthers]. (Tier 1: Original Literature)
* ข้อมูลบริบทประวัติศาสตร์ศิลปะยุค Sturm und Drang และชีวประวัติของ Goethe (Tier 2: Historical Context)
#ประวัติศาสตร์ #จิตวิทยา #เรื่องเล่า #DarkHistory #BlueVisionTh











โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕