ดูคอนเสิร์ตกับ Dynamic Pricing?

#ชีวิตช่วงนี้ กดบัตรคอนเสิร์ตฉ่ำ!!

แต่กดที่แคนาดานะ

แล้วก็เห็นว่าที่ไทย

จะเริ่มมีการจองตั๋วโดยใช้ dynamic pricing แล้ว

โดยผู้จัด “เจ้าหนึ่ง” 🎫

ซึ่ง dynamic pricing ทำให้ราคาตั๋วที่แคนาดาสามารถ เริ่มต้นที่ $80 และพุ่งไปจนถึง $1000 - $2000 ได้เลย💸💸

💭วันนี้เลยจะมาแชร์ประสบการณ์จากการจองตั๋วด้วยระบบนั้น

เราอยู่แคนาดา โดยผู้จัด “เจ้านั้น” เก็บหมดแทบจะทุกคอน และกดด้วยเว็บของ Ticketmaster (เว็บของนางนั้นแหละ)

📌ข้อ(ที่คิดว่า)ดีก็คือ:

- ร้านรับจองน้อย หรือแทบไม่มีเลย เพราะไม่มีใครรู้ราคาก่อน ผังคอนก็ไปรู้เอาตอนจองเหมือนกัน ก็อาจจะแฟร์กับหมู่แฟน ๆ กันเอง

- กันบอทได้ดี เพราะ ไม่สามารถเจาะจงราคาบัตรที่ต้องการได้ (แต่ก็มีบอทมารอกดคิวอยู่ดี)

📌ข้อเสีย:

- รู้สึกไม่แฟร์ในมุมมองของผู้บริโภค

- ยากสำหรับการวงแผน เพราะ ไม่รู้ราคาบัตรก่อนเลย บางทีคอนนี้อยากไปมาก แต่เปิดมา ปึ้ง!! ราคาเกินงบ ก็เศร้าไป..

- บางทีอยากไปบัตรยืน แต่เอ้า!! Floor เป็นบัตรนั่ง (ไม่มีสเตปด้วย นั่งเรียงหน้ากระดานไปเลย)

- กดมาอัพราคากันเบิ้ม ๆ เพราะมีระบบre-sale (ทำไม?) ทำให้แฟนที่อยากไปดูจริง ๆ ไม่ได้ตั๋ว หรือต้องซื้อในราคาอัพ

ประเด็นคือ บ.มัน monopoly สุด ๆ เพราะ ไม่มีการแข่งขันกับเจ้าอื่น (มีเรื่องฟ้องร้องอยู่ด้วยในอเมริกา)🧑‍⚖️👩‍⚖️

แล้วเราก็เป็นแฟนคลับที่อยากไปเจอศิลปินที่เราชอบด้วยตา ก็ต้องยอมรับกันไป 🥺

ใครคิดเห็นกับระบบนี้ยังไงบ้าง?

ไว้โพสหน้าจะมารีวิววแต่ละคอนที่ไปดู 👀

#Lemon8ชวนเล่า #รีวิวดูคอนต่างประเทศ #ดูคอนเสิร์ต #แคนาดา

5/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงในการจองบัตรคอนเสิร์ตผ่านระบบ Dynamic Pricing ของ Ticketmaster ประเทศแคนาดา ต้องบอกว่าระบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดสำคัญซึ่งผมเห็นว่ามีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อแฟนเพลงโดยทั่วไป Dynamic Pricing คือวิธีการกำหนดราคาบัตรคอนเสิร์ตแบบยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้ชมและสภาพตลาด เช่น ถ้าคอนเสิร์ตเป็นที่นิยมสูง ราคาจะปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แต่ถ้าคนสนใจน้อย ราคาก็ลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ตั๋วมักมีราคาสูงสุดถึงหลักพันดอลลาร์ แต่บางครั้งก็อาจเจอข้อเสนอสุดถูกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประสบการณ์ที่ผมเจอคือ ในขณะเข้าคิวจองจะไม่เห็นราคาตั๋วที่แน่นอนจนกว่าจะถึงขั้นตอนเลือกที่นั่งและชำระเงิน ทำให้รู้สึกเหมือนการพนันว่าจะได้จ่ายแพงหรือถูก พอได้บัตรแล้วราคาก็มีสเต็ปไม่ชัดเจน บางครั้งอยากได้บัตรยืนแต่กลับเป็นที่นั่ง และการที่เว็บจำกัดไม่ให้ออกบัตรในราคาคงที่ยังช่วยลดการซื้อเก็บจากบอทได้ดีมาก ช่วยให้แฟนเพลงเข้าถึงบัตรได้มากขึ้นในช่วงเปิดขายจริง แต่สิ่งที่เห็นว่ายังเป็นปัญหาคือ ระบบนี้ทำให้วางแผนออกเงินลำบาก ต้องเผื่อเงินไว้สำหรับราคาสูงสุดที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งแอบสร้างความไม่สุขใจอย่างมาก นอกจากนี้ ระบบ re-sale ที่อนุญาตให้คนซื้อบัตรไปแล้วนำมาขายต่อในราคาที่สูงกว่าเดิม ส่งผลให้โอกาสที่จะได้บัตรราคาปกติสำหรับแฟนเพลงแท้จริงลดลงและต้องซื้อในราคาที่ถูกบิดแพงกว่าปกติ อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ระบบที่ใช้โดยผู้จัดกิจกรรมรายใหญ่ที่กลายเป็นการผูกขาดตลาด (monopoly) เช่น Ticketmaster ในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา เพราะคู่แข่งน้อยมากทำให้ราคาบัตรและค่าธรรมเนียมสูง โดยที่ผู้บริโภคแทบไม่มีทางเลือกอื่น นี่คือประเด็นที่กำลังเกิดข้อพิพาททางกฎหมายด้วย สำหรับแฟนเพลงอย่างผม แม้จะรู้สึกว่าระบบนี้ทำให้บางครั้งต้องจ่ายแพงเกินความคาดหวัง แต่ก็ยังเป็นวิธีที่สะดวกและทำให้ได้บัตรในหลายๆ คอนเสิร์ตที่อยากดู โดยเฉพาะศิลปินดังๆ อย่าง K-pop ที่ราคาตั๋วสามารถขึ้นถึงเกือบ 20,000 บาทต่อใบเช่นกัน ในมุมของประเทศไทยที่เริ่มนำระบบ Dynamic Pricing มาใช้กับงานคอนเสิร์ต นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่วงการคอนเสิร์ตไทย เพราะจะมีผลต่อราคาตั๋ว, การวางแผนไปดูคอน และการกระจายโอกาสของแฟนเพลงที่ต้องการเข้าถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตจริงๆ ท้ายที่สุด การเลือกใช้ Dynamic Pricing ควรมีการบริหารจัดการที่โปร่งใส และมีมาตรการป้องกันการเก็งกำไรจากบอทและตลาดมืด เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับแฟนเพลงที่แท้จริง และยังคงเปิดโอกาสให้แฟนเพลงทุกระดับได้สนุกกับคอนเสิร์ตที่รักอย่างแฟร์และสมเหตุสมผลมากขึ้น