🚨 สมมติว่าเรามีอายุ 80 ปี... เราจะเหลือเวลาใช้ชีวิตจริงๆ แค่กี่ปี? ⏳
🚨 สมมติว่าเรามีอายุ 80 ปี... เราจะเหลือเวลาใช้ชีวิตจริงๆ แค่กี่ปี? ⏳
.
วันนี้ผมหยิบหนังสือ “พระญี่ปุ่นบอกว่า โกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม” มาอ่าน แล้วสะดุดตากับสถิตินึงในเล่มจนต้องเอามาแชร์ให้ทุกคนฟังครับ
.
ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าเราอายุยืนถึง 80 ปี เราจะเสียเวลาไปกับ...
💤 นอนหลับ 24 ปี
🍲 กินข้าว 10 ปี
🚽 เข้าห้องน้ำ 5-6 ปี
.
แปลว่ าเราจะเหลือเวลาใช้ชีวิตจริงๆ แค่ 30-40 ปีเท่านั้น! 🤯
.
พอโตขึ้นมาอยู่ในวัยทำงาน สังคมรอบตัวบีบคั้น เราเจอทั้งความเครียด ความกดดัน เลื่อนโซเชียลก็เผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจนหงุดหงิดใจตัวเอง (แบบในการ์ตูนเป๊ะเลยครับ 😅) เรามักจะเผลอเอาเวลา 30 กว่าปีที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ ไปจมอยู่กับความโกรธ และแคร์สายตาคนอื่นมากเกินไป
.
มีย่อหน้านึงในเล่มของ ยามาโมโตะ ยูโซ บอกเอาไว้เตือนสติได้ดีมากครับ...
"ตัวเราที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง
ชีวิตที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง
หากไม่ใช้มันอย่างดีแล้ว
จะมีความหมายอะไรที่ได้เกิดมา" 💛
.
ความโกรธมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่บางทีก็ห้ามไม่ได้ครับ แต่เรา "เลือก" ที่จะรู้ทันและปล่อยมันไปให้ไวได้ เพราะเวลาชีวิตเรามีจำกัด เกินกว่าจะเอาไปเสียให้กับควา มเปล่าประโยชน์
.
ใครที่ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อย หงุดหงิดกับเรื่องรอบตัว หรือกำลังหมดไฟ ลองค่อยๆ ปรับมุมมองดูนะครับ เซฟโพสต์นี้เก็บไว้อ่านเตือนใจตัวเองในวันที่เจอเรื่องแย่ๆ ได้เลย 📥✨
.
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ... มีวิธีดึงสติตัวเองตอนกำลังโมโห หรือจัดการความโกรธกันยังไงบ้าง?
คอมเมนต์มาแชร์พูดคุยกันหน่อยครับ 👇😊
.
#รีวิวหนังสือ #อ่านตามlemon8 #หนังสือน่าอ่าน #หนังสือฮีลใจ #หนังสือพัฒนาตนเอง
เมื่อพูดถึงเวลาชีวิตที่เหลือจริงๆ การรับรู้ว่าเรามีเวลาจำกัดอย่างแท้จริงสามารถเปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ผมเองก็เคยรู้สึกเหมือนกันว่าความเครียดและความโกรธเข้าครอบงำ จนหลายครั้งหลงลืมไปว่าชีวิตนี้สั้นและมีค่า จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมลองฝึกตัดความคิดลบและหันมาใช้เวลาที่มีไปกับสิ่งที่สร้างสรรค์มากขึ้น เช่น การทำสมาธิ สร้างสัมพันธ์ที่ดีและใช้เวลากับคนที่เรารัก รวมถึงการยอมรับความโกรธในฐานะอารมณ์หนึ่งที่เป็นธรรมชาติ และเลือกที่จะไม่ปล่อยให้มันมาบงการชีวิต ผมพบว่าการตั้งคำถามกับความโกรธอยู่เสมอ ว่ามันช่วยอะไรหรือเปล่า และจะมีผลลัพธ์เชิงบวกกับชีวิตผมหรือไม่ เป็นวิธีที่ช่วยให้ใจเย็นลง คำสอนของยามาโมโตะ ยูโซ ที่บอกว่า "ตัวเราที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง ชีวิตที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง หากไม่ใช้มันอย่างดีแล้ว จะมีความหมายอะไรที่ได้เกิดมา" เป็นเสมือนแสงสว่างที่เตือนใจให้รักและเห็นคุณค่าชีวิตนี้ อย่างที่บทความเล่า เวลาที่เสียไปกับกิจวัตรปกติอย่างการนอนหลับ กินข้าว หรือเข้าห้องน้ำรวมๆ แล้วเราจะเหลือเวลาจำกัดจริง ๆ สำหรับการลงมือทำสิ่งที่มีความหมาย การรู้จักจัดการความโกรธและความหงุดหงิดไม่ใช่แค่ช่วยลดความทุกข์ในจิตใจ แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้เราใช้เวลาที่มีได้อย่างคุ้มค่าและมีความสุขมากขึ้น ผมอยากชวนทุกคนลองสะท้อนมุมมองตัวเองใหม่ คิดว่าตอนนี้เรามีเวลาชีวิตเหลืออีกเท่าไร และสิ่งที่เราให้ความสำคัญกับมันอยู่คุ้มค่าหรือยัง การฝึกปล่อยวางความโกรธและหันมาให้คุณค่าสิ่งเล็กๆ รอบตัวเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้นจริงๆ





