พระสมเด็จเขียว

พระพิมพ์สมเด็จเขียว พิมพ์พระประธาน หลังลายดอกพิกุล หรือ พระสมเด็จปีระกา บุคคลทั่วไปเรียกเป็นชื่อและกล่าวขานถึงกัน นั่นก็คือพระพิมพ์สมเด็จวัดระฆัง ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ได้จัดสร้างและอธิษฐานจิตปลุกเษกไว้เมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2407

หนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม 1 เรื่องพระสมเด็จฯ โดย อาจารย์ตรียัมปวาย

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี โดย พระครูกัลยาณานุกูล

พระพิมพ์สมเด็จเขียวชุดนี้จะมีพุทธศิลป์สวยงามได้สัดส่วน เนื้อมวลสารมีความละเอียดแก่ปูน แข็งแกร่งแต่แลดูหนึกนุ่มเมื่อผ่านการใช้หรือผิวพระถูกสัมผัสในระยะเวลาหนึ่ง

ที่มาของสีเขียวในเนื้อพระนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ได้มีการนำสีเขียวตังแชจากแร่มาลาไคต์ (Malachite) อันเป็นวัสดุสีที่ใช้ทำเครื่องกังไส ลายครามจากประเทศจีนเข้าสู่สยามในสมัยนั้น

ต่อมาได้มีการนำสีเขียวตังแชจากประเทศจีนมาผสมกับปูนเพชร ปูนเปลือกหอย และมวลสารต่างๆ เพื่อสร้างพระพิมพ์สมเด็จเขียว

พระพิมพ์สมเด็จเขียว หรือ พระสมเด็จปีระกา มีทั้งหมด 6 พิมพ์ ได้แก่

1.พิมพ์พระประธาน

2.พิมพ์ทรงเจดีย์

3.พิมพ์ปรกโพธิ์

4.พิมพ์สังฆาฏิ

5.พิมพ์ฐานคู่

6.พิมพ์ฐานแซม

เหตุแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนเป็นอย่างยิ่งที่มีต่อพระพิมพ์สมเด็จชุดนี้ เริ่มขึ้นเมื่อครั้งเกิดอหิวาตกโรค หรือโรคห่าระบาดใหญ่ ในวันเสาร์ เดือน 7 ปี พุทธศักราช 2416 หรือที่เรียกกันว่า ปีระกาป่วงใหญ่ ในต้นรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เกิดอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย บ่าวไพร่ และชาวบ้านโดยทั่วไป

ในวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ท่านเจ้าคุณธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ) เคยเล่าให้นายกนก สัชชุกร ฟังและบันทึกไว้ว่า “เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธจารย์โต พรหมรังสี ได้ไปเข้าฝันชาวบ้านบางช้าง ให้ใช้พระพิมพ์สมเด็จของท่านอาราธนาแช่น้ำทำน้ำพระพุทธมนต์ ใช้ดื่มจะรักษาโรคระบาดครั้งนี้ได้ ชาวบ้านผู้นั้นก็ปฏิบัติตามที่ฝัน ก็ได้ผลหายจากโรคร้ายได้อย่างอัศจรรย์ และได้แจกจ่ายน้ำมนต์ให้คนป่วยรายอื่นๆดื่ม ต่างก็พากันรอดพ้นจากอันตรายของโรคกันทุกราย ข่าวเรื่องนี้ก็แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางโดยรวดเร็ว และผู้ปฏิบัติตามต่างก็สัมฤทธิผลทุกราย

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของพระพิมพ์สมเด็จเขียวและบารมีธรรม เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต ช่วยให้ผู้ที่ดื่มน้ำมนต์นี้หายจากโรคอหิวาตกโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงมีชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศมาที่วัดระฆังเป็นจำนวนมาก พระพิมพ์สมเด็จที่ถูกเก็บไว้ที่วิหารน้อยจำนวนหลายพันองค์ถูกนำออกแจกจ่ายให้กับประชาชน

หลังจากที่โรคอหิวาตกโรค สงบลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระพิมพ์สมเด็จเนื้อเขียวชุดนี้ จำนวนหนึ่งให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนโดยทั่วไป

นี่คือที่มาของพระพิมพ์สมเด็จเขียว หรือพระสมเด็จปีระกา ที่แสดงพุทธคุณและอิทธิคุณในทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

ดังนั้นพระพิมพ์สมเด็จเขียว นอกจากจะเปี่ยมด้วยพุทธคุณเมตตาบารมีอันเลิศล้นตามคติของพระพิมพ์สมเด็จแล้ว ยังเป็นเอกอุในด้านที่เป็นพระนิโรคันตราย อันเป็นตำนานที่ประจักษ์จริงมาแล้วบนแผ่นดินสยามอีกด้วย

#พระสมเด็จเขียว #ปีระกาป่วงใหญ่ #วัดระฆัง #โบราณบานเมือง #brm _24

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
3/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ศึกษาพระเครื่องพระสมเด็จเขียว โดยเฉพาะพิมพ์พระประธาน หลังลายดอกพิกุล หรือตามที่เรียกกันว่า พระสมเด็จปีระกา ทำให้ผมเห็นว่าพระเครื่องนี้ไม่ใช่แค่เครื่องรางธรรมดา แต่ยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านไทยอย่างแท้จริง มีเรื่องเล่าจากผู้ที่เคยได้รับพระสมเด็จเขียวและน้ำมนต์จากการแช่พระว่าในช่วงวิกฤติโรคอหิวาตกโรคระบาดใหญ่ พ.ศ.2416 ที่เรียกว่าปีระกาป่วงใหญ่ การนำพระสมเด็จมาแช่น้ำทำน้ำมนต์นั้นช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่เชื่อว่ามีพุทธคุณในการป้องกันโรคภัย แต่ยังเป็นจิตวิญญาณของความหวังและการรวมใจที่ช่วยให้ผ่านวิกฤติครั้งนั้นไปได้ สีเขียวของเนื้อพระที่มาจากแร่มาลาไคต์และส่วนผสมต่างๆก็แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาการผสมผสานวัสดุท้องถิ่นและวัตถุดิบต่างประเทศได้อย่างโดดเด่น ถือเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานกัน พระพิมพ์สมเด็จเขียวมีความงดงามและสัดส่วนที่สมบูรณ์ ทั้งยังมีความแข็งแกร่งแต่สัมผัสนุ่มมือจากการผ่านการใช้และสัมผัสมาอย่างยาวนาน ที่สำคัญ พระสมเด็จเขียวยังมีความหลากหลายในพิมพ์ รวมถึงพระประธาน ทรงเจดีย์ ปรกโพธิ์ สังฆาฏิ ฐานคู่ และฐานแซม ทำให้ผู้สะสมและผู้ศรัทธาสามารถเลือกพิมพ์ที่ตรงใจได้ พระเครื่องนี้จึงมิใช่แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อและประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงวิกฤติสุขภาพในสมัยรัชกาลที่ 5 และสร้างความศรัทธาในบารมีของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสีจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความแข็งแกร่งของจิตใจและศรัทธาในการเผชิญกับความยากลำบากในอดีตที่นำไปสู่การฟื้นฟูสังคมไทยได้อย่างไม่น่าเชื่อ