#
กัลฟ์ซื้อหุ้นกสิกรไทยเพิ่มเท่าตัว ทะลุ 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่ารวม 4.6 หมื่นล้านบาท
.
‘กัลฟ์’ ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของธนาคารกสิกรไทย หลังถือหุ้นเพิ่มเท่าตัวทะลุ 10%
.
บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หลังทำรายการซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568 กลายเป็น 10.0298%
.
GULF ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งคือ สารัชถ์ รัตนาวะดี มหาเศรษฐีที่ได้รับการจัดอันดับว่าร่ำรวยที่สุดของไทย ด้วยความมั่งคั่งกว่า 4 แสนล้านบาท จากการจัดอันดับของ Forbes
.
การถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ KBANK คิดเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท หลังจากเริ่มเข้ามาลงทุนครั้งแรกในปี 2567
.
ล่าสุด ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ KBANK เป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalizatoin) มากสุดเป็นอันดับ 8 ของไทย มูลค่า 4.63 แสนล้านบาท ส่วน GULF มีมาร์เก็ตแคปมากสุดเป็นอันดับ 4 ด้วยมูลค่า 8.85 แสนล้านบาท
เมื่อพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นไทย การเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นของบริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ในธนาคารกสิกรไทยถึงกว่า 10% ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของธนาคารนี้อย่างมาก ผมติดตามข่าวนี้ด้วยความสนใจเพราะสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนรายใหญ่ที่มีความมั่นคงและมีวิสัยทัศน์ในระยะยาวอย่างกัลฟ์ เลือกที่จะเพิ่มการลงทุนใน KBANK อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมคิดว่าการถือครองหุ้นที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนนี้ นอกจากจะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นไทยโดยรวมแล้ว ยังบอกถึงความเชื่อมั่นในโอกาสเติบโตของสถาบันการเงินชั้นนำแห่งนี้ด้วย นอกจากนี้ การที่สารัชถ์ รัตนาวะดี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกัลฟ์ ยังแสดงให้เห็นถึงการหนุนหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจและตลาดทุนมีความผันผวน นักลงทุนแบบรายนี้มักให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนอย่างรอบคอบ ผมเห็นว่าเมื่อหุ้น KBANK มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 8 ของไทย ขณะที่มูลค่าตลาดของกัลฟ์เองสูงเป็นอันดับ 4 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารและการดำเนินงานที่มั่นคงของบริษัททั้งสอง สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดทุนไทยที่ยังมีศักยภาพ และเป็นโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้ติดตามและเรียนรู้แนวทางการลงทุนจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นนี้ ท้ายที่สุด การเพิ่มสัดส่วนหุ้นที่มากกว่า 10% ยังอาจมีผลต่อกลยุทธ์และทิศทางบริหารงานของธนาคารกสิกรไทยในอนาคต ซึ่งนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้



























