๒.
•เธอผู้เป็นดั่งค่ำคืนสว่างไสว_ชเวอึนย็อง
•อภิชญา บุญรินทร์ แปล
__
เป็นอีกหนึ่งเรื่องของนวนิยายเกาหลีที่สะท้อนถึงเส้นทางชีวิตของลูกผู้หญิงสี่รุ่นตั้งแต่สมัยสงครามจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ผ่านบริบทความคิดความเชื่อวัฒนธรรมทางสังคมที่ถูกสั่งสอนสั่งสมกันมา ชนชั้นคติเพศที่ว่ากันว่าการเกิดเป็นหญิงยังคงเป็นความผิดบาปอันไม่น่ารื่นรมย์ ผิดตั้งแต่เกิดเป็นหญิงนั่นแล้ว
ผ่านการบอกเล่ าระหว่างยายหลานที่ความสัมพันธ์ชวนประดักประเดิดเก้อเขินในตอนแรกด้วยความสัมพันธ์ที่ถอยห่างออกจากกันระหว่างแม่กับยายสู่สายใยความอบอุ่นที่แนบแน่นขึ้นอีกครั้งจากเรื่องราวของยายทวด ยาย แม่ และตัวหลานเอง ที่ทั้งสี่รุ่นต่างเวลาแต่แทบจะตกอยู่ในบทบาทเดิมของสตรีเพศ
แรกเริ่มเดิมทียายทวดเป็นหนึ่งในผู้หญิงของยุคสมัยที่ไร้หนทางเลือกจะซ้ายก็ไม่ได้จะขวาก็ไม่ได้ แหงนหน้ามองฟ้าก็ไม่ได้ กระตือรือร้นสนใจใคร่รู้เรื่องราวใดไม่ได้ ลูกคนฆ่าสัตว์ชนชั้นต่ำสุดทางสังคมแถมเป็นลูกผู้หญิงทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม ถูกสอนให้คิดว่า ‘ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้’ เป็นผู้หญิงเป็นชนชั้นต่ำต้องสงบเสงี่ยมห้ามแตกแถวออกจากสังคม ชีวิตที่ต้องจำยอม
“แม่เคยพูดว่า การมีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาที่สุดคือสิ่งที่ด ีที่สุด
ฉันวาดภาพวงกลมวงหนึ่งในความคิด และเขียนคำว่า ‘ธรรมดา’ ลงไปในวงกลมนั้น ชีวิตที่กลมกลืนไปกับคนอื่นๆ ทั่วไป ชีวิตที่เรียบง่าย ชีวิตที่ไม่โดดเด่นสะดุดตาจึงไม่ตกเป็นขี้ปากของใคร ไม่ต้องได้ยินคำวิจารณ์หรือได้รับการลงโทษจากสังคม ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการถูกขับไล่ไสส่งจากพวกพ้อง บางทีแม่อาจจะเชื่อว่าไม่ควรแหกคอกออกไปจากสังคมนั้น ต่อให้วงกลมจะคับแคบและอึดอัดแค่ไหนก็ตาม”_น.361
บางครั้งด้วยความเคยชินกับบทบาทถูกสังคมหล่อหลอม แม้ไม่เห็นด้วยไม่อยากตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำได้เพียงยินยอมรับสภาพเพื่อรักษาใจตัวเองให้สามารถคงอยู่ได้โดยไม่ทุกข์มากนัก นั่นอาจกลายเป็นการซึมซับเอาและส่งต่อไปโดยปริยายก็เป็นได้ จึงกลายเป็นวังวนสะท้อนกรอบวิถีความเป็นสตรีในโลกปิตาอย่างไม่ตั้งใจ เกิดค วามขัดแย้งกระเด้งไปมาระหว่างกันจากรุ่นสู่รุ่น
หรือเพราะเหนื่อยล้าเกินกว่าจะต่อสู้ช่วงชิงเอาวิถีเพศตัวเองคืนมา จึงทำได้เพียงปล่อยชีวิตให้ลอยไปกับกระแส การเงยหน้าใช้สายตามองตรงไปข้างหน้าไม่ยินยลกับสรรพเสียงสังคมรายรอบ ในสังคมที่ผู้หญิงถูกกระหน่ำซ้ำเติมให้เป็นฝ่ายผิดไปเสียทุกอย่างนั้นพวกเธอต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจการโอบกอดกันและกันสักเพียงไหนถึงจะสามารถเงยหน้าขึ้นได้เพื่อชีวิตของตัวเอง
นักเขียนเล่าเรื่องดีด้วยภาษาที่อ่านง่ายสะท้อนการต่อสู้ของวิถีชีวิตลูกผู้หญิง มิตรภาพสัมพันธภาพมิตรภาพระหว่างเพื่อน ระหว่างแม่ลูกบาดแผลที่กดข่มเอาไว้ได้งดงาม เป็นเรื่องขมที่รสกลมกล่อมละมุนลิ้นอ่านเพลิน
อ่านไปบางครั้งเราคิดว่า เอ๋!!? ฉันอ่านนวนิยายญี่ปุ่นอยู่หรือเปล่าหนอ ทั้งความคิดบริบทสังคมแทบไม่แตกต่าง เข้าทำนองสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า ‘ตะปูที่ยื่นออกมาจะถูกตอกลงไป’ ฉันใดฉันนั้น




























