พายด์ ฟอลโล โอลีพ สปลิทบลู

นกฟอพัสสี "พายด์ ฟอลโล โอลีฟ สปลิท บลู" (Pied Fallow Olive split Blue) เป็นนกที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง (Multi-mutation) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานลักษณะเด่นหลายอย่างเข้าด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. องค์ประกอบของสีและลักษณะ (Mutations)

-พายด์ (Pied): มีลักษณะเด่นคือ "รอยด่าง" บนตัวนก จะเห็นสีเหลืองแทรกอยู่ตามขนส่วนต่าง ๆ เช่น บริเวณปีก หน้า หรือลำตัว ทำให้สีพื้นดูไม่สม่ำเสมอแต่มีความสวยงามเฉพาะตัว

-ฟอลโล (Fallow): จุดเด่นที่สุดคือ "ตาสีแดง" และสีขนจะมีความนวลหรือซีดลงกว่าปกติ (Diluted effect) ทำให้สีโดยรวมดูละมุนตา

-โอลีฟ (Olive): คือนกกลุ่มสีเขียวเข้ม (Dark Green) ที่มีปัจจัยความเข้มของสี (Dark Factor) ถึง 2 ชั้น ( Double dark) ทำให้สีออกมาเป็น สีเขียวขี้ม้าหรือสีมะกอก ดูเข้มและดุดัน

-สปลิท บลู (split Blue): หมายถึงนกตัวนี้ แบกยีนสีฟ้า ไว้ในตัว (เป็นพาหะ) แม้ภายนอกจะมองเห็นเป็นสีโอลีฟ (เขียวเข้ม) แต่ถ้าไปผสมกับนกที่มีเชื้อสีฟ้าหรือนกสีฟ้า ก็มีโอกาสให้ลูกนกออกมาเป็นสีกลุ่มสีฟ้าได้

2. ลักษณะโดยรวมเมื่อมองด้วยตา

นกตัวนี้จะมีลำตัวเป็น สีเขียวขี้ม้าเข้ม (โอลีฟ) ที่มี รอยด่างสีเหลือง (พายด์) กระจายอยู่ตามตัว และมี ดวงตาสีแดง (ฟอลโล) ส่วนคำว่า "สปลิท บลู" จะไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก แต่เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ครับ

3. ราคาและการเลี้ยงดู

ราคา: เนื่องจากเป็นนกที่มีหลายซ้อน (Multiple Mutation) ค่าตัวจะสูงกว่าสีพื้นฐาน (เขียว/ฟ้า) ทั่วไป โดยปกติกลุ่มสีพายด์หรือฟอลโลจะมีตั้งแต่หลักพันต้นๆ ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความชัดของรอยด่าง(พายด์)และความสมบูรณ์ของนก

-นิสัย: นกฟอพัสขึ้นชื่อเรื่องความฉลาด ขี้เล่น แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูง (เจ้าอารมณ์เล็กน้อย) และต้องการความใส่ใจจากเจ้าของอย่างมาก

4/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเวลาคนค้นหา “สายพันธุ์นกแก้วไทย” ส่วนใหญ่กำลังเลือกนกเลี้ยงหรือหาข้อมูลพื้นฐานว่าในไทยนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ไหน นิสัยต่างกันยังไง และต้องเตรียมอะไรบ้าง ฉันเลยสรุปแบบที่มือใหม่อ่านแล้วพอเห็นภาพ พร้อมโยงกลับมาที่ “นกฟอพัส” (Forpus) ที่เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ยอดฮิตในไทย และสีอย่าง พายด์/ฟอลโล/โอลีฟ/สปลิทบลู จะช่วยให้เลือกนกได้ถูกใจมากขึ้น 1) สายพันธุ์นกแก้วที่เจอบ่อยในไทย (ภาพรวมแบบเลือกง่าย) - นกหงส์หยก: ราคาเริ่มต้น เลี้ยงง่าย เสียงพอมีบ้าง เหมาะกับเริ่มต้นและเลี้ยงเป็นคู่ - เลิฟเบิร์ด: สีสวย ขี้เล่น แต่เสียงค่อนข้างดังและพลังงานเยอะ เหมาะกับคนมีเวลาเล่นด้วย - ค็อกคาเทล: เชื่องได้ดี มีหงอน น่ารัก เสียงร้องเป็นช่วง ๆ เลี้ยงเดี่ยวแล้วฝึกให้ติดคนได้ - ซันคอนัวร์/คอนัวร์: ฉลาด ขี้อ้อน แต่เสียงดังมาก ต้องรับได้เรื่องเสียงและพื้นที่ - นกฟอพัส: ตัวเล็กแต่คาแรกเตอร์ชัด ฉลาด ขี้เล่น ติดคนได้ แต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เหมาะกับคนที่ชอบฝึก/เล่นด้วยสม่ำเสมอ 2) ทำไม “นกฟอพัส” ถึงน่าเลี้ยงสำหรับมือใหม่ในไทย จากที่เคยเลี้ยง/คุยกับคนในวงการ ฟอพัสเป็นนกที่ตัวเล็ก ดูแลง่ายกว่านกใหญ่หลายชนิด กินไม่เยอะ พกพากรงไม่ยาก และถ้าเราให้เวลาเขาทุกวัน นกจะคุ้นมือเร็วมาก แต่ข้อควรรู้คือเขาอาจหวงของ/หวงคนได้ โดยเฉพาะช่วงโตเต็มวัย จึงควรฝึกด้วยความสม่ำเสมอ 3) อ่าน “สีและยีน” แบบไม่งง (ช่วยมากเวลาเลือกซื้อ) สีที่เห็นในรูปแบบนี้จะมีจุดสังเกตชัด ๆ เช่น “เขียวมะกอกเข้ม” (โอลีฟ) + “รอยด่างเหลือง” (พายด์) และที่เด่นมากคือ “ตาแดง” (ฟอลโล) ซึ่งมักเป็นสิ่งที่คนเห็นแล้วจำได้ทันที ส่วน “สปลิทบลู” เป็นยีนพาหะ มองไม่ออกจากภายนอก แต่สำคัญมากถ้าคิดทำพ่อแม่พันธุ์ เพราะมีโอกาสให้ลูกออกกลุ่มสีฟ้าได้เมื่อจับคู่ถูกยีน 4) เช็กลิสต์ก่อนรับนกแก้ว (ใช้ได้กับสายพันธุ์นกแก้วไทยส่วนใหญ่) - สุขภาพ: ตาใส ขนแนบตัว ไม่พองซึม รูจมูกสะอาด อึเป็นก้อนมีน้ำใสแยกเล็กน้อย - พฤติกรรม: ตื่นตัว ไม่หอบ ไม่หายใจมีเสียง ถ้าลูกป้อนควรถามตารางป้อนและอาหารที่ใช้อยู่ - อุปกรณ์: กรงพอให้กางปีก คอนเกาะหลายขนาด ถ้วยอาหาร/น้ำ ของเล่นกัดแทะ และแหล่งแคลเซียม 5) เลือกซื้อให้คุ้ม (โดยเฉพาะสีหายาก) ถ้าเจอสายสีหลายซ้อนแบบ พายด์ ฟอลโล โอลีฟ สปลิทบลู แนะนำให้ขอข้อมูลเพิ่ม เช่น อายุ เพศ (ถ้าทราบ) ประวัติพ่อแม่พันธุ์ และถ้ามีผลตรวจยีน/ข้อมูลสปลิทยิ่งดี เพราะคำว่า “สปลิทบลู” ส่งผลต่อแผนการผสมในอนาคตโดยตรง สรุปคือ ถ้าคุณกำลังหาข้อมูลสายพันธุ์นกแก้วไทยเพื่อเริ่มเลี้ยง ฟอพัสเป็นตัวเลือกที่สนุกและท้าทายนิด ๆ และถ้าได้สีที่มีเอกลักษณ์อย่าง “ตาแดง + รอยด่าง + เขียวมะกอก” ก็ยิ่งเลี้ยงเพลิน แถมมีมูลค่าในเชิงสายพันธุ์เมื่อวางแผนถูกทาง