Automatically translated.View original post

Tire Inflation Guide For Each Car Type For Safe Driving

🚗🔧. Check and adjust the tire pressure regularly. For safe and economical driving!

Correct tire inflation not only saves fuel, but also makes traction better and improves safety while driving! 🌟

Tire should be inflated by type of car: 1️⃣ Small car: 25-30 PSI

2️⃣ Medium Car: 30-35 PSI

3️⃣ Pickup Truck (Unloaded): 32-35 PSI

4️⃣ Pickup Truck (Carry): 34-40 PSI

5️⃣ 7-10 man truck van: 43-55 PSI

6️⃣ Typical Motorcycle: 28-32 PSI

7️⃣ Big Bike: 36-42 PSI (depending on wheel size)

Be sure to always check the tires for a safe and economical ride! 🚙💨

Car news update online before anyone else at: /

# Check the tire # Safe driving # Save fuel # car 2 days # Known about cars

2025/8/7 Edited to

... Read moreหลายคนถามว่า “ลมยางรถยนต์เติมเท่าไหร่” หรือ “เติมลมรถกระบะเท่าไหร่ถึงพอดี” เราเองเคยเติมแบบกะๆ จนรถเด้ง แข็ง กระด้าง และกินยางไม่เท่ากัน พอเริ่มทำตามตารางและเช็กให้ถูกวิธี ชีวิตง่ายขึ้นมาก ทั้งความนุ่ม ความนิ่ง และความประหยัด 1) เริ่มจากดูค่ามาตรฐานของรถคันนั้นก่อน สิ่งที่ควรยึดเป็นหลักไม่ใช่ตัวเลขในปั๊มลม แต่คือ “สติ๊กเกอร์แรงดันลมยาง” ที่ขอบประตูฝั่งคนขับ/เสากลาง หรือคู่มือรถ จะบอกค่า PSI หน้า-หลัง และบางรุ่นมี 2 แบบ: ขับปกติ vs บรรทุก/โดยสารเต็ม นี่ช่วยตอบคำถามพวก “34 psi ได้ไหม” ได้เลย—ได้ ถ้ารถรุ่นนั้นกำหนดไว้ใกล้เคียง แต่ไม่ควรยึด 34 PSI เป็นสูตรตายตัวทุกคัน 2) เติมตอนไหนดีที่สุด แนะนำเติมตอนยาง “เย็น” (ก่อนขับ หรือขับมาไม่เกิน 2-3 กม. ช้าๆ) เพราะถ้าวิ่งไกลแล้วเติมทันที ตัวเลขจะสูงกว่าปกติ ทำให้กลับมาเย็นแล้วลมขาดได้ หลายครั้งที่ฉันเข้าใจว่าลมพอดี แต่วันรุ่งขึ้นวัดใหม่ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ 3) ตารางแบบใช้งานจริง (สรุปให้เข้าใจง่าย) - รถเก๋ง/รถยนต์ขนาดเล็ก: 25-30 PSI - รถยนต์ขนาดกลาง: 30-35 PSI - รถกระบะไม่บรรทุก (รวมกระบะแคป/4 ประตู): 32-35 PSI - รถกระบะบรรทุกหรือขึ้นของบ่อย: 34-40 PSI (ปรับตามน้ำหนัก) - รถตู้ 7-10 คน: 43-55 PSI - มอเตอร์ไซค์ทั่วไป: 28-32 PSI - บิ๊กไบค์: 36-42 PSI (ขึ้นกับขนาดล้อ/สเปกยาง) ถ้าคุณใช้ “กระบะขอบ 18” แนะนำให้ดูสเปกยางและสติ๊กเกอร์รถประกอบ เพราะขอบใหญ่/แก้มยางเตี้ยบางครั้งต้องการค่าใกล้ฝั่งบนเพื่อคุมทรง แต่ก็ไม่ควรเกินที่ผู้ผลิตรถ/ยางแนะนำ 4) เช็กอาการว่าลม “อ่อน/แข็ง” ไปไหม - ลมอ่อน: พวงมาลัยหนืด รถไหลไม่ลื่น กินน้ำมัน หน้ายางสึกด้านข้าง ร้อนง่าย - ลมแข็ง: รถกระด้าง เด้ง เสียงดัง ยึดเกาะแย่บนถนนเปียก หน้ายางสึกตรงกลาง 5) ทิปเล็กๆ ที่ช่วยให้แม่นขึ้น - ใช้เกจวัดลมของตัวเอง 1 อัน (ราคาหลักร้อยแต่คุ้ม) - เช็กอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และก่อนเดินทางไกล - อย่าลืม “ยางอะไหล่” โดยเฉพาะรถกระบะ/รถตู้ที่ใช้เดินทางไกลบ่อย ทำตามนี้แล้วคุณจะตอบได้เองว่า “ลมยางรถกระบะ/รถเก๋งเติมเท่าไหร่” แบบมั่นใจ และขับได้ปลอดภัยขึ้นจริงๆ