นายกฯ ย้ำ “ไม่มีครับ” ปมกักตุนน้ำมัน ไทยยังไม่วิกฤต

⛽ นายกฯ ย้ำ “ไม่มีครับ” ปมกักตุนน้ำมัน ไทยยังไม่วิกฤต แต่ต้องจับตาตลาดโลก

จากกระแสข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ประชาชนบางส่วนเริ่มแห่เติมน้ำมันหวั่นเกิดภาวะขาดแคลน

ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่มีครับ” ยืนยันว่าขณะนี้ ยังไม่มีการกักตุนน้ำมันในประเทศ และสถานการณ์พลังงานไทยยังไม่อยู่ในระดับวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทยมี น้ำมันสำรองในประเทศประมาณ 38 วัน ขณะที่ตัวเลข 60 วัน ที่หลายคนเข้าใจนั้น เป็นการนับรวม น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเล ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในคลังภายในประเทศทั้งหมด

รัฐบาลยังย้ำว่า ไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจาก ตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว แต่มีการนำเข้าจากหลายภูมิภาค จึงยังสามารถบริหารจัดการด้านพลังงานได้ตามปกติในเวลานี้

สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ใช่วิกฤตพลังงาน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ

- ความเสี่ยงหาก ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก

- ราคาน้ำมันโลกที่อาจผันผวนทันทีจากข่าวสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

- พฤติกรรม “ตื่นตระหนก” ของผู้บริโภค ที่อาจทำให้เกิดการแห่เติมน้ำมันจนระบบกระจายเกิดแรงกดดัน

📌 สรุปตอนนี้น้ำมันไทยยังมีเพียงพอ และยังไม่พบการกักตุนในระบบ แต่สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และเติมน้ำมันตามความจำเป็น

ข้อมูล: tid_promotion, thestandardth.ig

#Car2day #ข่าวพลังงาน #ราคาน้ำมัน #ช่องแคบฮอร์มุซ

กรุงเทพมหานคร
3/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวสารพลังงานอย่างต่อเนื่อง พบว่าความมั่นใจในระบบสำรองน้ำมันของประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการจัดการเรื่องพลังงานในระยะยาว แม้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซยังคงก่อให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันโลก แต่ไทยมีการบริหารการนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่งทั่วโลก ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี สิ่งที่สังเกตเห็นจากการพูดคุยกับผู้คนรอบข้าง คือภาพของความตื่นกลัวที่อาจนำไปสู่การกักตุนหรือตุนเติมน้ำมันอย่างไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระบบกระจายน้ำมัน หากผู้บริโภคสามารถเข้าใจสถานการณ์จริงและเติมน้ำมันตามการใช้งานที่เหมาะสม จะช่วยลดความเครียดทางด้านพลังงานและรักษาเสถียรภาพตลาดภายในประเทศได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลอย่างโปร่งใสจากภาครัฐ รวมถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองจริงและเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น เมื่อทุกคนมีความเข้าใจสถานการณ์จึงสามารถร่วมมือกันบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและประเมินสถานการณ์พลังงานโลกแบบรอบด้านเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการตกใจตื่นเกินเหตุ ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและประหยัดจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน