Automatically translated.View original post

EP.1 Close the Drain

Blocking sewers on their own land.

Supreme Court Judgment No. 660 / 2021

Originally, when there was a rainstorm, the rainfall was flowing through the sewers, through the land of the two defendants to the public creek, where the two defendants had to accept the rainfall that flowed through their land to allow it to flow through the public creek. Article 1339, paragraph one, and Article 1340, paragraph one, both defendants blocked the drain, made a flap, blocked the water, and covered the trough in their land, causing overflow and flooding to affect the plaintiff's land, thus violating the right to damage others. The court asked the defendant to apply damages to the plaintiff and to have the defendant dismantle the trough in the mouth of the pipe and make the trough in the same condition.

Kat Attorney Tel 0959125745, LINE ID cat1679

2025/10/2 Edited to

... Read moreหลายคนถามกันเยอะว่า “ท่อแยกถูกปิดไว้” หรือมีคนปิดท่อระบายน้ำ/ทำพนังกั้นน้ำ/ถมกลบลำรางในที่ดินตัวเอง แล้วน้ำฝนที่เคยไหลผ่านกลับระบายไม่ได้ จนเอ่อล้นมาท่วมขังบ้านเรา แบบนี้เราทำอะไรได้บ้าง? จากแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 660/2564 หลักคิดสำคัญคือ แม้การก่อสร้างหรือการปรับพื้นที่จะทำในที่ดินของตัวเอง แต่ถ้าการใช้สิทธินั้น “ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น” ก็อาจเข้าข่ายละเมิดได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตามสภาพธรรมชาติ น้ำฝนเคยไหลระบายผ่านลงสู่ทางสาธารณะ เช่น ห้วย คูคลอง หรือทางระบายน้ำเดิม เจ้าของที่ดินที่อยู่ต่ำหรืออยู่ทางผ่านอาจต้องยอมให้น้ำไหลผ่านตามสมควร ไม่ใช่ปิดกั้นจนเกิดน้ำท่วมย้อนกลับไปสร้างความเสียหาย เวลาจะเช็กว่ากรณีของเราเข้าลักษณะนี้ไหม ฉันมักแนะนำให้ดู 3 เรื่อง: 1) “สภาพเดิม” เคยมีท่อระบายน้ำ/ลำราง/ทางน้ำไหลผ่านอยู่ก่อนหรือไม่ และน้ำไหลไปทางไหน (เช่น ไหลผ่านที่ดินคู่กรณีไปลงห้วยสาธารณะ) 2) “การเปลี่ยนแปลง” คู่กรณีทำอะไรเพิ่ม เช่น ปิดท่อแยก ปิดปากท่อ ทำคันดิน ทำผนังกั้นน้ำ หรือถมลำราง จนเกิดการอุดตัน 3) “ผลกระทบจริง” เกิดน้ำเอ่อล้น น้ำท่วมขัง ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย หรือใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ได้ และสัมพันธ์กับการปิดท่อ/ถมลำรางนั้น ถ้าข้อเท็จจริงไปในทางเดียวกับคดีตัวอย่าง ศาลอาจสั่งได้ทั้ง 2 ส่วนพร้อมกัน คือ (1) ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากน้ำท่วม และ (2) ให้รื้อถอนสิ่งกีดขวาง เช่น รื้อคันดินบริเวณปากท่อ เปิดท่อระบายน้ำ หรือจัดทำลำรางให้กลับมีสภาพเช่นเดิม เพื่อให้น้ำระบายได้ ในทางปฏิบัติ ก่อนถึงศาลฉันแนะนำให้เก็บหลักฐานให้ครบ เพราะคดีแนวนี้ “พิสูจน์สภาพเดิมและเหตุ-ผล” สำคัญมาก เช่น ถ่ายรูป/คลิปตอนฝนตกเห็นน้ำย้อนจากจุดที่ท่อแยกถูกปิดไว้ ทำแผนที่คร่าว ๆ ว่าน้ำเคยไหลทางไหน เก็บรูปปากท่อ คันดิน จุดถมลำราง ใบประเมินความเสียหาย และถ้ามีพยานแวดล้อม (ชาวบ้านแถวนั้นรู้ว่ามีทางน้ำเดิม) ก็ช่วยได้มาก สุดท้าย ถ้าคู่กรณียอมเปิดท่อหรือทำทางระบายน้ำใหม่ที่เหมาะสมตั้งแต่แรก มักจบง่ายและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่ถ้ายังปิดกั้นจนเกิดความเสียหายต่อเนื่อง แนวฎีกานี้เป็นอีกหลักที่หยิบมาอธิบายได้ว่า “ทำในที่ดินตัวเอง” ไม่ได้แปลว่าจะทำแล้วกระทบที่ดินข้างเคียงได้โดยไม่ต้องรับผิด