การครอบครองปรปักษ์ สินสมรส ฟ้องซ้ำ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566
….. ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของ ต. กับผู้ร้องร่วมกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ ต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเป็นการกระทำแทนผู้ร้องด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับ ต. ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่า ต. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของผู้ตาย หาใช่ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คดีถึงที่สุด เช่นนี้แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง
จากสถิติคนค้นหา “มาตรา 1382 ครอบครองปรปักษ์ อสังหาริมทรัพย์ 10 ปี” มักต้องการ 2 อย่างพร้อมกัน คือ (1) เข้าใจเงื่อนไขให้ครบ และ (2) อยากได้ “ตัวอย่างคำร้องขอ/คำคัดค้าน” เพื่อเอาไปจัดรูปคดีของตัวเองให้ถูกทาง เลยขอสรุปแบบใช้งานได้จริงจากประสบการณ์อ่านแนวฎีกาและดูรูปคดีลักษณะนี้บ่อย ๆ นะคะ 1) เช็กเงื่อนไขมาตรา 1382 ให้ครบก่อนยื่นคำร้อง การครอบครองปรปักษ์อสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไปต้องครอบครอง “สงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ” ติดต่อกันครบ 10 ปี (กรณีมีเอกสารสิทธิ/ฐานยึดถือบางแบบอาจมีรายละเอียดประกอบ) จุดที่ศาลดูเข้มคือ “เจตนาเป็นเจ้าของ” เพราะหลายคดีครอบครองจริง แต่ครอบครอง “แทน” เจ้าของเดิม/ทายาท/ญาติ แบบนี้มักไม่เข้าเงื่อนไข 2) ถ้าได้มาระหว่างสมรส ระวังประเด็นสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวม แนวฎีกา 4838/2566 สะท้อนว่าเมื่ออ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยครอบครองปรปักษ์ในระหว่างสมรส ทรัพย์นั้นอาจถูกมองเป็น “สินสมรส” และกลายเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสได้ ผลคือการดำเนินคดีของฝ่ายหนึ่งอาจกระทบอีกฝ่าย (เช่น ประเด็นคู่ความเดียวกัน/ฟ้องซ้ำ) 3) โครงสร้าง “ตัวอย่างคำร้องขอครอบครองปรปักษ์” (แนวทางจัดหัวข้อ) - ระบุศาล/ผู้ร้อง/ผู้คัดค้าน (ถ้ามี) และรายการเอกสารแนบ - ข้อเท็จจริงที่ดินพิพาท: ที่ตั้ง เลขที่โฉนด/น.ส.3/เอกสารสิทธิ หรือรายละเอียดแนวเขต - ลำดับการครอบครอง: เริ่มเมื่อไร ทำอะไรบ้าง (ปลูกบ้าน ทำรั้ว ทำสวน ชำระภาษี บำรุงรักษา) - ยืนยันองค์ประกอบสำคัญ: สงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ ต่อเนื่องครบ 10 ปี (ระบุวัน/เดือน/ปีให้ชัด) - พยานหลักฐาน: พยานบุคคล, ภาพถ่าย, ใบเสร็จค่าวัสดุ/ค่าก่อสร้าง, ภาษีที่ดิน, ใบแจ้งความกรณีมีการรบกวน - คำขอท้ายคำร้อง: ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 4) โครงสร้าง “ตัวอย่างคำร้องคัดค้านครอบครองปรปักษ์” (ประเด็นที่คัดค้านได้บ่อย) - โต้ว่าไม่ครบองค์ประกอบ: ไม่สงบ (มีการทักท้วง/ฟ้องร้อง), ไม่เปิดเผย, หรือไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของ - โต้เรื่อง “ครอบครองแทน”: เป็นผู้ดูแลแทนทายาท/เช่า/อาศัยโดยอนุญาต - โต้เรื่อง “ระยะเวลาไม่ครบ 10 ปี” หรือมีช่วงขาดตอน - โต้เรื่องคู่ความ/สิทธิในทรัพย์: เป็นสินสมรส กรรมสิทธิ์รวม ต้องมีผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม - ยกประเด็นฟ้องซ้ำ (ป.วิ.พ. มาตรา 148): ถ้าเคยมีคดีเดิมวินิจฉัยประเด็นเดียวกันถึงที่สุดแล้ว การยื่นใหม่อาจถูกตีเป็น “ร้องซ้ำ” ตามแนวฎีกา 4838/2566 ได้ 5) เช็กลิสต์เอกสารที่ช่วยให้เรื่อง “เปิดเผย-ต่อเนื่อง” ชัดขึ้น รูปถ่ายเป็นช่วงเวลา, แผนที่/ภาพดาวเทียม, บิลค่าน้ำ-ไฟ (ถ้ามีบ้าน), หลักฐานปลูกสร้าง, ใบเสียภาษี, หนังสือทักท้วง/โต้ตอบ, พยานบ้านข้างเคียง สรุปคือ ก่อนจะหา “ตัวอย่างคำร้อง” มาใส่ชื่อ ควรไล่เช็กข้อเท็จจริงให้ตรงองค์ประกอบมาตรา 1382 และระวังจุดเสี่ยงเรื่องสินสมรส-กรรมสิทธิ์รวม-ฟ้องซ้ำ เพราะเป็นเหตุที่ทำให้คดีสะดุดได้แม้ครอบครองมานานค่ะ









































