20เมษายน69

‘ปกรณ์’ รับ รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการ ‘ขยายเพดานหนี้สาธารณะ’ เท่าไหร่ กระทรวงการคลังจะสรุปอีกครั้ง

วันนี้ (20 เม.ย.69) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว

ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้นสามารถที่จะดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ จะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไป ส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

4/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประเด็นที่รัฐบาลกำลังพิจารณาออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 5 แสนล้านบาทเพื่อตอบรับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น ผมอยากแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับผลกระทบของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ผมเคยประสบปัญหาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งกระทบเป็นวงกว้างไปถึงค่าอาหารและค่าบริการพื้นฐานต่างๆ การที่รัฐบาลมีงบประมาณสำรองเช่นนี้ จะช่วยให้มีเงินทุนมารองรับภาวะฉุกเฉิน ทำให้ภาคเกษตรกรรมไม่ถูกรุมเร้าโดยสภาพอากาศที่แปรปรวน เช่น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่ส่งผลต่อผลิตผลทางการเกษตรโดยตรง เช่น ข้าว ฝ้าย และผลไม้ต่างๆ ที่หลายชุมชนต้องพึ่งพา ในฐานะคนที่อยู่ในภาคเกษตร ผมเห็นว่าการมีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและการขยายเพดานหนี้สาธารณะในช่วงเวลาที่เหมาะสมสามารถช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนได้อย่างมาก นอกจากนี้ การพิจารณาเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน ก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าและบริการพุ่งสูงจนเกินไปจนกระทบถึงครัวเรือนทั่วไป สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าการดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ต้องมีความรอบคอบและโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินกู้ดังกล่าวจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และต้องมีแผนบริหารหนี้ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สินล้นเกินในอนาคต