‘สุริยะ’ ลั่น ฟ้อง ‘ราเชน’ ถ้ายังไม่หยุดกล่าวหา พร้อมท้า “ถ้าเห็นผมทำไม่ถูก ท่านก็ฟ้องคดีผมได้“ แจงยิบย้ายอธิบดีฝนหลวง ไม่เกี่ยวหลานชายขอพบ บอก ”เมื่อเขาไม่เคยให้หลานผมพบ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหลานผมไปของาน” ยัน ครอบครัวตนแม้เป็นญาติพี่น้อง แต่ต่างคนต่างแยกกันไปทำธุรกิจของแต่ละคน ส่วนตนเองมาด้านการเมือง โต้ปม ดูงบประมาณก่อนหรือหลังโปรดเกล้าฯ แค่เตรียมงานตามคำแนะนำสำนักงบฯ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวด่วน หลังนายอนุทิน ชาญวีรกุลนายกรัฐมนตรี ขอให้นายสุริยะเป็นคนชี้แจง กรณีการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยนายสุริยะชี้แจงว่า ตามที่ตนเองได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการโยกย้ายนายราเชน ให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ซึ่งตนเองได้ชี้แจงสื่อมวลชนไปครั้งหนึ่งแล้วถึงเหตุผลและความจำเป็นในการโยกย้าย
แต่จนถึงวันนี้ ตั้งแต่เมื่อวาน นายราเชน พยายามพูดถึงสาเหตุของการย้าย ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งใน TikTok บ้าง และหลายเรื่องพยายามจะสื่อให้เห็นว่า การที่ตนเองย้ายอธิบดี เป็นสาเหตุสืบเนื่องจากหลานของตน ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารนกแอร์ คือนายวุฒิภูมิ จุฬางกูร พยายามติดต่อพบอธิบดีราเชน ซึ่งท่านอธิบดีไม่ได้ให้พบ โดยมีการย้อนไปถึงเดือนกรกฎาคม 68 ซึ่งทุกคน คงทราบว่า ตอนปี 68 ตนเองยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ตนเองอยู่คนละกระทรวง จนไล่มาว่า จะมีการแฉเรื่องเรคคอร์ดต่างๆ ไว้ว่า มีการโทรหาท่านหลายครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ข้อเท็จจริง ตนเองไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน ว่า หลานตนมีการติดต่อมาขอพบท่านอธิบดี
หลังจากเป็นข่าว จึงได้สอบถามไปที่หลาน ทราบว่าข้อเท็จจริงคือ ติดต่อไป ก่อนที่นายสุริยะ จะบอกว่า “ลองคิดดูว่า ถ้าหลานจะติดต่อไป ผมก็คงจะบอกท่านอธิบดีว่า ยังไงหลานขอพบหน่อย” แต่ตนเองไม่ได้รับการติดต่อจากหลานเลย หลานเป็นคนติดต่อโดยตรง
“ถ้าผมรู้ก็คงบอกท่านอธิบดีว่า อาจจะมีเรื่องอะไรที่เสนอเป็นประโยชน์หรือเปล่า” ก่อนจะกล่าวต่อว่า แต่ถึงแม้ท่านอธิบดีจะให้พบ ตนก็โยกย้ายอยู่ดี เพราะว่าการย้าย ตนบอกแล้วว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากระทรวงเกษตรเป็นกระทรวงกำกับดูแลเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผลผลิตตกต่ำ เพราะฉะนั้น จึงอยากได้คนที่มีกำลังวังชาที่จะทำงานเพื่อสนองนโยบายตนเอง
นายสุริยะกล่าวว่า อย่างที่สื่อมวลชนคงทราบว่า มีคนกล่าวว่า ข้าราชการใกล้เกษียณ ก็จะเกียร์ว่าง ซึ่งตนไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่สื่อมวลชนก็คงทราบดี ตนเองจึงเสนอเรื่องนี้ในการโยกย้าย
ส่วนที่ปรากฏว่ามีข่าวว่าหลานของตน จะไปของานที่กระทรวงเป็นเงินจำนวนเยอะ นายสุริยะ ถามกลับว่า “ก็ในเมื่อว่าเขาไม่เคยให้หลานผมพบเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหลานผมไปของาน” เพราะฉะนั้นมันขัดกับข้อเท็จจริง จึงอยากจะเรียนให้สื่อมวลชนช่วยให้คำสัมภาษณ์ของตนไปถึงประชาชน ว่าตนเองยึดถือความโปร่งใสเป็นหลัก
ทั้งนี้ หลังจากเกิดเรื่อง ตนเองก็ถามไปที่หลาน ก็ยอมรับว่าขอติดต่อจริง แต่หากย้อนไปปี 68 ท่านราเชน(อธิบด ี) พูดว่า หลานตนเองมีการนัดไป แล้วก็ไปกันสามคน โดยหลานตนไม่ได้ไป แต่เค้ากลัวเป็นคนหลอกลวงเลยไม่ให้เข้าพบ
หลังจากช่วงนี้ ก็มีการติดต่อไปจริง แต่ก็ไม่ได้พบ ซึ่งก็บอกแล้วว่า ถ้าไม่ได้พบ ถ้าอยากจะพบ เขาคงมาบอกตนเองแล้ว แต่นี่เป็นกิจการธุรกิจของเขาเอง จึงไม่ได้มาบอก ตนเองจึงอยากจะเรียนว่า ครอบครัวของตนถึงแม้จะเป็นญาติพี่น้องกัน แต่ตอนนี้ครอบครัวต่างคนต่างแยกกันไปทำธุรกิจของแต่ละคน ส่วนตนเองก็มาทางด้านการเมือง ไทยซัมมิทของคุณธนาธรก็ไปทำธุรกิจเขา ทางจุฬางกูร ซึ่งเป็นพี่ชายคนโต ก็ไปทำธุรกิจของเขา ก็ไม่เกี่ยวกัน
เมื่อถามว่า ข้าราชการบางส่วนมองว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เป็นธรรมกับข้าราชการที่กำลังจะเกษียณราชการ นายสุริยะกล่าวว่า ตนเองไม่ทราบว่ามีข้าราชการตรงไหนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่ย้ายมา ก็ไม่มีใครมาพูดถึงตรงนี้ มีแค่ท่านราเชนคนเดียวที่เข้าหู ที่ผ่านมาย้ำอีกทีว่า ตนทำงานการเมืองตั้งแต่ 2544 จะมาถึงตอนนี้ก็เกือบ 30 ปีแล้ว และตนก็ย้ายไปหลายกระทรวง จะเห็นว่าไม่เคยมีการโยกย้ายของตนที่ทางอธิบดี หรือเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่เขา ลองไปเช็กดูได้ อันนี้ขอยืนยัน
รวมทั้งเรื่องที่กล่าวหาว่าไม่เอื้อกับหลานตนเอง ก็ไม่เป็นความจริง
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า อีกหนึ่งสาเหตุของการโยกย้าย เป็นเพราะเรื่องที่นายราเชนให้ลูกสาวลงการเมืองท้องถิ่นนั้น นายสุริยะตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าลูกสาวใครไปสมัครการเมืองท้องถิ่น ผมไม่ทราบครับ คือเรื่องนี้ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องการเมือง เป็นเรื่องการบริหารการโยกย้ายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของกระทรวงเกษตร”
จากประสบการณ์การติดตามข่าวสารทางการเมืองและการบริหารราชการจากมุมมองผู้ชมทั่วไปทำให้ผมเข้าใจในประเด็นนี้ได้ดียิ่งขึ้น เรื่องการโยกย้ายข้าราชการสูงสุดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลกระทบต่อหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจที่ต้องชี้แจงประเด็นข้อครหาว่าการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้นเกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวกับหลานชายของตน ซึ่งเรื่องนี้ถูกกล่าวอ้างในสื่อสังคมออนไลน์และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเป็นวงกว้าง การที่นายสุริยะยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลานชายและแม้กระทั่งเรื่องหลานชายพยายามติดต่อให้อธิบดีราเชนพบก็ไม่ได้มีการประสานงานโดยตรงกับตนเอง ชี้ว่าทุกคนแยกกันดำเนินธุรกิจของตนเองอย่างอิสระ รวมถึงการย้ำว่าเรื่องการโยกย้ายมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและตอบสนองนโยบายของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรอย่างแท้จริง ก็เป็นการจัดการภายในที่เหมาะสม นอกจากนี้ การท้าให้อดีตอธิบดีฟ้องร้องหากพบว่าตนทำผิด เป็นการแสดงเจตนาชัดเจนของนายสุริยะในการรักษาความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีต่อการบริหารงานภาครัฐที่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์โปร่งใสและไม่มีอิทธิพลส่วนตัวแฝง การนำเสนอข้อมูลในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนได้รับทราบความจริงทุกด้าน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ ขณะที่ความเห็นในสังคมเกี่ยวกับข้าราชการที่ใกล้เกษียณและเรื่องบริหารงานก็เป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดคุยอย่างเป็นธรรมและรอบด้าน ไม่ควรตัดสินกันโดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ประเด็นนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและบริหารงานราชการด้วยความเป็นธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างผู้บริหารและประชาชนทั่วไป
