11 พค69
‘ไทยออยล์’ ผลประกอบการไตรมาสแรก กำไรสุทธิพุ่งกว่า 1.94 หมื่นล้านบาท มองทิศทางน้ำมันโลกเริ่มปรับลง ส่งผลต่อค่าการกลั่นให้ลดตาม ชี้ ระยะต่อไปมีโอกาสเสี่ยงขาดทุน เหตุน้ำมันดิบที่จะใช้ในการผลิตช่วงถัดไป เป็นน้ำมันดิบที่จัดหาล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค.-เมษายน 69 ที่ราคาสูง หากราคาน้ำมันดิบลดลง จะเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเช่นกัน บอก มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นควรเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น
วั นที่ 11 พ.ค.69 นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่าไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาส 4/68 ที่มีกำไรที่ 2,458 ล้านบาท โดยชี้แจงว่า ส่วนใหญ่เป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 16,746 ล้านบาท คิดเป็น 85% ของกำไรสุทธิ , กำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ประมาณ 2,400 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร”
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงมีความผันผวน และเริ่มเห็นความพยายามในการเจรจาเพื่อยุติสงคราม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีโอกาสทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขาดทุนได้ เนื่องจากน้ำมันดิบที่จะใช้ในการผลิตช่วงถัดไป เป็นน้ำมันดิบที่จัดหาล่วงหน้าในช่วงเดือน มี.ค.-เมษายน 69 ที่มีราคาสูง ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง จะเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้เช่นกัน (stock loss) และหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ไทยออยล์จะมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ทั้งความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการตัดซื้อน้ำมันดิบที่มีต้นทุนสูงขึ้น , กระแสเงินสดที่ลดลง 2,800 ล้านบาท จากการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2-5 บาทต่อลิตร และยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันฯ 10,314 ล้านบาท โดยเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งในอดีตกว่าจะได้รับเงินชดเชยคืน อาจต้องใช้เวลานาน 1-2 ปี ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ ลดลงราว 31,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งไปแตะระดับสูงสุดถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป(Crude Premium) ปกติจะอยู่ที่ระดับ 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ช่วงวิกฤตพุ่งขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนค่าขนส่งน้ำมันพุ่งจาก 1.5 ดอลลาร์ เป็น 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 9 เท่าตัว โดยไทยออยล์ได้ลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางจาก 91% เหลือ 35% แล้วหันไปซื้อจากแอฟริกาตะวันตก อเมริกาเหนือ และ อเมริกาใต้ (สหรัฐและบราซิล)
ไทยออยล์ยังคาดการณ์แนวโน้มและทิศทางในอนาคตช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลงในไตรมาส 2 และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ไตรมาส 2 เคลื่อนไหวที่เฉลี่ย 102 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล , ไตรมาส 3 คาดว่าจะอยู่ที่ 86.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ ไตรมาส 4 จากอยู่ที่ระดับ 77.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ระดับ 88.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนค่าการกลั่น แม้ในไตรมาสแรก ค่าการกลั่นจะพุ่งสูงถึง 7.6 บาทต่อลิตร แต่ทิศทางตั้งแต่ไตรมาส 2 มีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมันตลาดโลก โดยประเมินว่าค่าการกลั่นในไตรมาส 2 จะลดลงมาอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร และทยอยลดลงในไตรมาส 3 และ 4 โดยค่าการกลั่นเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2 บาทต่อลิตร
ส่วนมาตรการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น 2-5 บาท/ลิตร ไทยออยล์พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แต่มองว่ามาตรการนี้ควรเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ส่วนระยะยาวควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่หากราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานและรัฐมีความจำเป็นต้องเข้ามาดูแลราคา ก็ควรเป็นมาตรการดูแลเฉพาะกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดผล กระทบในตลาด โดยจะมีการทำความเข้าใจกับภาครัฐในเรื่องดังกล่าวและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
จากประสบการณ์โดยตรงของหลายๆ คนที่ติดตามราคาน้ำมันในช่วงเวลานี้ จะเห็นว่าความผันผวนของราคาน้ำมันมีผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบการกลั่นน้ำมัน อย่างที่ไทยออยล์เจอคือ แม้ว่าจะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันมากในไตรมาสแรก แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลง ก็ส่งผลกระทบกับต้นทุนการผลิตโดยตรง โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่จัดซื้อไว้ล่วงหน้าตอนราคาสูง ซึ่งกลายเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (stock loss) ได้เหมือนกัน สำหรับกลุ่มผู้ใช้น้ำมันทั่วไปหรือประชาชนจะได้รับผลดีจากมาตรการลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ไทยออยล์กล่าวว่าเหมาะสำหรับมาตรการในระยะสั้น เนื่องจากจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพในช่วงราคาน้ำมันโลกสูง แต่การพึ่งพามาตรการนี้เรื่อยไปอาจส่งผลต่อเสถียรภาพการเงินของบริษัทน้ำมันและตลาดอย่างไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ การลดส่วนพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ 91% เหลือ 35% ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะสถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง นั่นหมายถึงไทยออยล์กำลังกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น แอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ทำให้ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศและความผันผวนของราคาน้ำมันลง ในมุมมองของผู้ใช้ พฤติกรรมการปรับตัวของผู้ให้บริการน้ำมันและมาตรการจากภาครัฐเช่นนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลราคาน้ำมันที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจและช่วยให้ภาพรวมตลาดพลังงานไทยมั่นคง สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีที่คาดว่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบและมาตรการต่างๆ ของไทยออยล์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการใช้จ่ายและทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสภาวะที่ราคาน้ำมันผันผวนนี้
