19 พค.69 อ่านต่อโพสถัดไป
‘คลัง’ แถลงมติ ครม. ’ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน‘ วงเงินรวม 1.76 แสนล้าน รับวิกฤติค่าครองชีพ ช่วยกลุ่มเปราะบางเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่ม 700 บาท 4 เดือน 13.2 ล้านคน ส่วนคนทั่วไป/มนุษย์เงินเดือนผ่านโครงการ 60/40 จำนวน 1,000 บาท 4 เดือน จำนวน 30 ล้านสิทธิ์ คลุมช่วยร้านค้ารายเล็ก ปรับเกณฑ์เริ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป ร้านบริการทำเล็บ-ทำผม-นวดสปา ไม่ได้เข้าร่วม
วันที่ 19 พ.ย.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ ’ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน‘ ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน เหตุผลหลักคือวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบอยู่ ซึ่งเราพบกับวิกฤตหลายระลอก เริ่มจากวิกฤติที่มีราคาสูงขึ้น และวันนี้ยังมีวิกฤตระลอก 2 คือวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเราได้ออกมาตรการเมื่อวันที่ 11 เมษายน ในการชะลอผลกระทบวิกฤตต้นทุน ผ่านการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเกษตรกร ผู้ขนขนส่งขับรถรับจ้าง และรถบรรทุกต่างๆ
และวันนี้กำลังเข้าสู่วิกฤติที่ 3 คือวิกฤตของแพง มีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้น ถ้าไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ จากวิกฤตของแพงจะนำไปสู่วิกฤตระลอกต่อไป คือกำลังซื้อจะหดหาย รายได้ในกระเป๋าลดลง ธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นและจากกระทบกับคนไทยที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินออมรองรับ ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไร ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะต้องออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน เพื่อช่วยประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อย เพื่อให้รองรับผลกระทบค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่อง คือ
1. ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยกลุ่มเปราะบาง ผ่านสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมที่จ่ายเดือนละ 300 บาท เพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งมีจำนวน 13.2 ล้านคน แต่ได้ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยไปจัดทำข้อมูล และเ ปิดให้ลงทะเบียนใหม่ ให้กลุ่มเปราะบางที่อาจไม่อยู่ในกลุ่ม 13.2 ล้านคน เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้ได้ จะใช้วงเงินทั้งหมด 56,000 ล้านบาท
2. มาตรการที่ช่วยคนชนชั้นกลาง คนทำงาน และมนุษย์เงินเดือน ที่เจอค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อน้อย โดยหลักคิดคือช่วยประชาชนที่มีกำลังซื้อน้อยแต่ยังมีกำลังซื้ออยู่ โดยประชาชนจ่าย 40% รัฐบาลจ่าย 60% ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เดือนละ 1000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะใช้วงเงิน 120,000 ล้านบาท
3.เพื่อเป็นการต่อลมหายใจให้ร้านค้ารายย่อย ซึ่งทุกการใช้จ่ายไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้ซื้อ แต่เป็นการช่วยร้านค้ารายเล็ก เป็นการเติมสภาพคล่องต่อลมหายใจและเติมสายป่าน เพื่อให้อยู่ได้ จึงชื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส
นอกจากนี้ยังจะมีการนำ AI เข้ามาช่วยสอนให้บริหารต้นทุนให้ดีขึ้น โดยส ามารถเช็คราคาต้นทุนกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้ดียิ่งขึ้น และให้ผู้ประกอบการรายย่อย เข้าสู่แหล่งสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบมากขึ้น โดยไม่ต้องไปกู้นอกระบบ
นายเอกนิติ ยืนยันโครงการไทยช่วยไทยพลัสฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา เพราะวิกฤตครั้งนี้คือวิกฤตค่าครองชีพ กระทบคนส่วนมาก กระทบคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนที่ไม่มีรองรับ เราจะประคองคนส่วนมาก เพื่อช่วยเขาให้สามารถผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
นอกจากนี้ นายเอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ในที่ประชุมครม. ได้มีการหารือในเรื่องของ พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ ซึ่งวันนี้คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจง โดยมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ ายกฎหมาย และกระทรวงการคลังเป็รชี้แจงและทางคณะรัฐมนตรียืนยันว่าในเรื่องของพระราชกำหนดนี้ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้ว หลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว
สำหรับแนวทางการลงทะเบียนจะเหมือนเดิมกับรอบที่ผ่านมา ในส่วนของคนเดิมจะกดยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งระบบจะตอบกลับทันที ในขณะที่คนใหม่จะต้องลงทะเบียนตามขั้นตอนเหมือนเดิม และต้องรอ 3 วัน เพื่อนำข้อมูลใหม่ไปตรวจสอบกับกรมการปกครอง
ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสวันนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลคนไทยให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยดูแลประชาชนมากกว่า43 ล้าน
จากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามโครงการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาล ผมพบว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีความสำคัญอย่างมากในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน สิ่งที่ผมประทับใจคือการที่รัฐบาลมีการปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยให้กลุ่มเปราะบางจำนวน 13.2 ล้านคนสามารถประคับประคองค่าใช้จ่ายรายวันได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้โครงการยังเปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนใหม่ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการขยายฐานความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ส่วนมาตรการสำหรับมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานที่ได้รับค่าจ้างผ่านโครงการ 60/40 ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยรัฐช่วยจ่าย 60% ของค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำให้กำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุน ในขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากผ่านการใช้จ่ายในร้านค้ารายเล็ก ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีก ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่โครงการนี้สนับสนุนร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบหนักจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะการเติมสภาพคล่องถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเล็กๆ อยู่รอดและฟื้นตัวได้ในระยะยาว อีกหนึ่งข้อดีที่โครงการได้เริ่มนำ AI มาช่วยคือการบริหารจัดการต้นทุน โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบราคาและบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นผ่านข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการธุรกิจและลดต้นทุนโดยรวม นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการต้องไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน’ เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตค่าครองชีพสูงและเศรษฐกิจที่ท้าทายนี้ไปได้พร้อมกันอย่างเข้มแข็ง
