20พค.69

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) พร้อมยกระดับให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง มีการแพร่ระบาดรวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง

ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด และประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาด โดยเฉพาะบริเวณช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ ทั้งท่าอากาศยานและจุดผ่านแดนต่าง ๆ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ ทีมสอบสวนโรค และสถานพยาบาล เพื่อรองรับกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola Virus Disease: EVD) พ.ศ. 2569 โดยกำหนดให้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประกาศดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ณ ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ และเพื่อรองรับความเสี่ยงจากผู้เดินทางที่มาจากประเทศที่มีการระบาด และช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมตามสถานการณ์

สำหรับแนวทางการดำเนินงานของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1.มาตรการต้นทางและข้อปฏิบัติสำหรับสายการบิน ให้สายการบินแจ้งผู้เดินทางทุกคนที่มาจากเขตติดโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และสาธารณรัฐยูกันดา ลงทะเบียนข้อมูลล่วงหน้า โดยชาวต่างชาติต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ส่วนคนไทยลงทะเบียนผ่านระบบ Thai Health Pass ณ จุด Check-in รวมทั้งสายการบินต้องส่งรายชื่อผู้โดยสารจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานปลายทางรับทราบล่วงหน้า และคัดกรองอาการ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ระบาดหากไม่มีความจำเป็น และต้องรายงานตัวต่อด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกครั้งเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ

2. มาตรการคัดกรอง ณ ท่าอากาศยานในประเทศ เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะเข้าตรวจสอบ QR code ของผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด บริเวณประตูขาเข้า (Gate) หรือหน้าประตูเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินตรงจากพื้นที่เสี่ยง ผู้เดินทางจากเขตติดโรคต้องยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อก่อนผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการวัดไข้ซ้ำ สอบถามประวัติอาการป่วย และบันทึกข้อมูลที่อยู่ รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นปัจจุบันลงในระบบ เพื่อใช้ในการติดตามเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน

“ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคที่มีมาตรฐาน และมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบการแพทย์และการสาธารณสุข” นายแพทย์มณเฑียรกล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือร่างกายของผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีภาวะเลือดออกผิดปกติ

กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงภายใน 21 วัน แล้วมีอาการไข้หรืออาการผิดปกติ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางแก่บุคลากรทางการแพทย์ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

5/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามเรื่องโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จะเห็นได้ว่าโรคนี้เป็นโรครุนแรงที่มีการแพร่ระบาดและมีอัตราการเสียชีวิตสูงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงการเข้าไทยของเชื้อไวรัสนี้ โดยมาตรการที่กรมควบคุมโรคดำเนินการนั้นครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เช่น การให้สายการบินแจ้งข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดล่วงหน้า รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัลในการลงทะเบียนตรวจสุขภาพ ทั้ง Thailand Digital Arrival Card (TDAC) สำหรับชาวต่างชาติ และ Thai Health Pass สำหรับคนไทยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ที่ท่าอากาศยานภายในประเทศ เจ้าหน้าที่จะมีการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด ทั้งการวัดไข้และสอบถามประวัติสุขภาพ พร้อมบันทึกข้อมูลติดต่อไว้ในระบบเพื่อเฝ้าระวังอาการในช่วง 21 วันซึ่งเป็นระยะฟักตัวของเชื้อไวรัส การปฏิบัติเช่นนี้ช่วยให้มีโอกาสคัดกรองผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วหากพบอาการสงสัย นอกจากนี้ ข้อแนะนำสำคัญที่อยากแบ่งปันคือ หากท่านมีแผนเดินทางไปยังพื้นที่ระบาดของโรคอีโบลา ควรหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็นอย่างยิ่ง และหากจำเป็นจริงๆ ควรปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้อื่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ผู้คนหนาแน่น และสังเกตอาการตัวเองอย่างใกล้ชิดหลังกลับมา หากมีไข้สูง อ่อนเพลีย หรือมีอาการผิดปกติควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาและแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบทันที ทั้งนี้ ความร่วมมือจากประชาชนและการปฏิบัติตามมาตรการของทางการถือเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคอันตรายนี้ให้ปลอดภัยต่อสังคมไทยและโลกต่อไป