21 พค.69

‘เท้ง‘ จี้ ’อนุทิน‘ ทบทวนการดึง ’องคมนตรี‘ ร่วมประชุม ’บอร์ดภัยพิบัติ‘ ย้ำหลักการฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบนโยบายสาธารณะ จะโหนฟ้าลงมาต่ำไม่ได้ ชี้ มาร่วมประชุมโดยตรง ถ้าตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจกระทบกระเทือนองคมนตรี อาจมีผลสะเทือนต่อสถาบัน ’นายกฯ‘ มีหน้าที่ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดไปกระทบ บอก อะไรที่ผิดอยู่แล้วในอดีต ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำต่อไป

วันที่ 21 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ประเด็นบทบาทหน้าที่ขององคมนตรีและการทำงานฝ่ายบริหาร ในการเข้าร่วมประชุมกับ บกปภ.ช. เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ว่า เราต้องคงการที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจ ล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในส่วนนี้ ซึ่งเราเองมีการสื่อสารไปแล้วเมื่อวาน (20 พ.ค. 2569) ว่า จริงๆการกระทำแบบนี้ของตัวนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่มีความเหมาะสม ตนเข้าใจดี เห็นว่าหลายส่วนก็แสดงความคิดเห็นว่า การแสดงประชุมลักษณะนี้ที่มีองค์การมนตรีเข้าร่วม ดำเนินการมาแล้วหลายปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องถามหลักการให้ตรงกันก่อน คำถามนี้ควรจะต้องส่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี ว่า ตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดเห็นอย่างไรกับการกระทำของตัวเอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

”มันเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่คิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้องที่เคยทำต่อเนื่องมาแล้วในอดีต ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. จะต้องทำสืบเนื่องต่อไป อยากเห็นการปรับปรุงการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ดีกว่านี้“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคมองว่าเหมือนองคมนตรีมาสั่งการใช่หรือ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า แม้จะใช้เหตุผลว่าการประชุมอาจจะมาให้สติ หรือการแสดงความคิดเห็น แสดงความเป็นห่วงก็ตาม แต่ถ้ามาร่วมประชุมโดยตรง แล้วเกิดการตัดสินใจดำเนินนโยบายใดผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อองคมนตรี ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลสะเทือนต่อสถาบัน

จริงๆ เราอยู่ภายใต้ระบบการปกครองนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารสูงสุดต้องเป็นผู้รับสนองทุกอย่าง ต้องป้องกันไม่ให้สาธารณะมีข้อคิดเห็นใดๆ ที่จะกระทบกระเทือนถึงพระองค์ท่านได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่างในการตัดสินใจดำเนินนโยบายสาธารณะทุกเรื่อง

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เป็นหลักการพื้นฐานของประเทศที่อยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบนี้ และตนก็มีความคิดเห็นว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีคือ เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง

“ถ้าเราคงระบอบการปกครองในประเทศนี้ให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างมั่นคงสถาพร การที่จะทำให้ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพึงกระทำ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า การประชุมนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับโครงการพระราชดำริ ที่รัฐสภาเองก็ผ่านงบประมาณไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกๆ โครงการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริ หรือโครงการใดๆ ก็ตาม ตราบใดที่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เงินแผ่นดิน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกโครงการย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย ผู้ได้และผู้เสีย สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ควรมาอยู่ตรงกลางระหว่างข้อคิดเห็นที่อาจมีความขัดแย้งในสังคมในส่วนนี้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

เมื่อถามว่า ในโพสต์ของพรรคประชาชนใช้คำว่าละเมิดหลักการ เพราะว่ามีการให้ข้อสั่งการ แต่ตามรายงานข่าวองคมนตรีมาสังเกตการณ์ หรือให้ข้อเสนอแนะ เหตุใดถึงใช้คำว่าข้อสั่งการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องของสายตาประชาชน หรือสายตาของสาธารณะ ที่มองเข้ามา นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ทุกอย่างที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ ว่าตกลงแล้ว องคมนตรีหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับการตัดสินใจนโยบายสาธารณะหรือไม่ การที่มีภาพปรากฏว่ามาร่วมประชุม เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้เกิดภาพเช่นนี้ถูกถ่ายทอดออกไป

5/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับบทบาทขององคมนตรีและการทำงานของรัฐบาลในประเทศไทย พบว่าเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การที่องคมนตรีร่วมประชุมบอร์ดภัยพิบัติและมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ กลายเป็นปัญหาที่ต้องพินิจพิเคราะห์อย่างรอบคอบ ในฐานะที่เคยติดตามการจัดการภัยพิบัติและการบริหารราชการแผ่นดิน พบว่าการตัดสินใจโดยฝ่ายบริหารควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบเต็มที่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อผลลัพธ์ของนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการโยงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวพันกับข้อผิดพลาดหรือข้อขัดแย้งทางสังคม นอกจากนี้ การที่องคมนตรีเข้ามาร่วมประชุมโดยตรง อาจสร้างความเข้าใจผิดในสายตาของประชาชนว่ามีการแทรกแซงนโยบาย ซึ่งเสี่ยงต่อการกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ และอาจนำไปสู่การขัดแย้งทางการเมืองในระดับกว้างขวาง จากนี้จึงเห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทขององคมนตรีในการมีส่วนร่วมแค่ในระดับการให้คำปรึกษาหรือสติปัญญาโดยไม่ลงลึกในรายละเอียดของการตัดสินใจนโยบาย เพื่อรักษาหลักการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน และป้องกันไม่ให้บทบาทดังกล่าวสร้างความสับสนในระบบบริหารราชการ โดยส่วนตัว เชื่อว่าการบริหารภาครัฐต้องเน้นความรับผิดชอบและความโปร่งใสอย่างสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีต้องแสดงความเป็นผู้นำด้วยการใช้อำนาจและการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เพื่อให้สาธารณะมีความเชื่อมั่นและคงไว้ซึ่งความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามหลักระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง