14 ก.ค.69

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นชอบให้เสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณ ‘บำนาญชราภาพ’ รูปแบบใหม่ หรือ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings) เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติในหลักการ โดยมีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เริ่มจากการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือการปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบัน ก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจาก 100% ในปีแรก , 80% ในปีที่สอง, 60% ในปีที่สาม , 40% ในปีที่สี่ และ 20% ในปีที่ห้า

หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้

สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากเมื่อนำสูตรใหม่มาคำนวณแล้วพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งร่างกฎกระทรวงให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทยให้มีความเป็นธรรม ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต

7/14 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ติดตามเรื่องการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพในระบบประกันสังคมที่ผ่านมาของไทย สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความยุติธรรมและเสถียรภาพให้กับกองทุนประกันสังคมได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับวิธีคำนวณบำนาญสำหรับผู้ส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 12 เดือนให้ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่อาจทำงานหรือเปลี่ยนงานบ่อยครั้ง นอกจากนี้ การเปลี่ยนฐานค่าจ้างจากเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ถือเป็นการสะท้อนรายได้จริงและลดความไม่ยุติธรรมระหว่างผู้ประกันตนที่รายได้อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงท้ายชีวิตการทำงาน การนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันยังช่วยให้การคำนวณเงินบำนาญสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง สำหรับผมแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ไม่ต่ำกว่าสูตรเดิมมากเกินไป ซึ่งสะท้อนความเอาใจใส่ต่อผู้ประกันตนที่อาจได้รับผลกระทบตั้งแต่เริ่มใช้กฎหมายใหม่ จะเห็นได้ว่านโยบายนี้ไม่เพียงแต่เน้นความเป็นธรรมในอนาคตเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความเหมาะสมและสิทธิจริยธรรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเชื่อว่าสูตร CARE จะช่วยพัฒนาระบบประกันสังคมให้ทันสมัยและยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกันตนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า ทุกคนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับการทำงานและการส่งเงินสมทบของตนเองอย่างแท้จริงและเป็นธรรม นับเป็นข่าวดีที่ทุกคนควรติดตามเพื่อวางแผนการเงินหลังเกษียณได้อย่างมั่นใจมากขึ้น