ชมรมแพทย์ชนบท26 กรกฎาคม 2569

26 ก.ค.69 ‘ชมรมแพทย์ชนบท’ โพสต์โต้ ‘พรรคประชาชน’

"ไม่ล้มบัตรทอง" หรือแค่คำสวยหรู?

วิพากษ์ข้อเสนอแก้กฎหมาย สปสช. ฉบับพรรคประชาชน

ตามที่พรรคประชาชนได้เสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยอ้างว่า “ไม่ได้ล้มบัตรทอง” แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนนั้น

ชมรมแพทย์ชนบท ในฐานะคนทำงานหน้างานที่คลุกคลีกับระบบสุขภาพระดับฐานรากมากว่า 2 ทศวรรษ ขอเสนอวิพากษ์และตั้งคำถามต่อข้อเสนอดังกล่าวด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง

คำอ้างที่ว่า “ไม่ล้ม แต่จะปรับปรุง” อาจฟังดูสวยหรู ดูดี น่าฟัง แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดเชิงโครงสร้างและกลไกที่พรรคประชาชนเสนอ เรากลับพบความย้อนแย้งและสัญญาณอันตรายที่จะส่งผลกระทบต่อระบบบัตรทองและสิทธิของประชาชนอย่างมหาศาล

"ให้ประชาชน-เอกชนจ่ายร่วม" คือ จุดเริ่มต้นของการทลายหลักการ "ถ้วนหน้า"

ข้อเสนอในข้อ 5 ที่ระบุถึงการหาแหล่งเงินเพิ่ม โดยให้ "นายจ้างร่วมจ่าย" หรือ "เปิดช่องให้ประชาชนใช้ประกันเอกชน จ่ายเสริม" นั้น แท้จริงแล้วคือ กลายพันธุ์ของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นการจ่ายร่วม หรือร่วมจ่าย นั้นเอง

ความเหลื่อมล้ำใหม่จะเกิดขึ้นในทันที

หลักการสำคัญของบัตรทองคือ "ทุกคนเสมอภาคกันด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" หากเปิดช่องให้มีการ "จ่ายเพิ่มเพื่อชุดสิทธิประโยชน์เสริม" จะเกิดระบบ "สุขภาพสองมาตรฐาน" คนมีเงินหรือมีประกันเอกชน จะได้รับการดูแลที่ดีกว่า ส่วนประชาชนฐานราก คนยากคนจน จะกลายเป็น "คนไข้ชั้นสอง"ขึ้นมาทันที กลไกการให้บริการด้านสุขภาพ อำนาจจะขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล โดยประชาชนแทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ

การเลี่ยงความรับผิดชอบของรัฐ การผลักภาระให้ประชาชนร่วมจ่ายหรือให้ประกันเอกชนเข้ามามีบทบาท คือก้าวแรกของการถดถอยจากระบบ "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ไปสู่ระบบการคลังสุขภาพแบบเสรีนิยมใหม่ ที่รัฐพยายามลดภาระการจัดสรรงบประมาณลง ให้ประชาชนรับผิดชอบมากขึ้น สุดท้ายคนที่แบกรับไม่ได้จะถูกทอดทิ้ง

"หลอมรวม 3 กองทุน" มาตรฐานเดียวกัน หรือลากทุกคนลงมาต่ำสุดเท่าที่รัฐจัดให้?

การเสนอรวมชุดสิทธิประโยชน์หลักของทั้ง 3 กองทุน (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดูเหมือนจะสร้างความเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง

มีความเสี่ยงในการถูกกดงบประมาณ บริบทและงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ของแต่ละกองทุนมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่มีกลไกประกันงบประมาณที่ชัดเจน การเรียกร้องให้ "เท่าเทียม" อาจกลายเป็นการ "ปรับลดสิทธิประโยชน์ของกองทุนอื่นลงมาให้เท่ากับงบที่จำกัด" แทนที่จะเป็นการยกระดับบัตรทองขึ้นไป

วิกฤตความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง การดึงเงินข้าราชการและประกันสังคมมารวมกันโดยไม่มีคำตอบเรื่องการบริหารจัดการที่ชัดเจน จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแรงงาน ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปโดยไม่จำเป็น

รื้อบอร์ด สปสช. แก้ปัญหานั่งวน หรือเปิดทางกลุ่มทุน-กลุ่มอิทธิพลใหม่ ย้อนกลับไปสู่จุดเดิม อำนาจอยู่ที่หน่วยบริการ ระบบรัฐราชการครอบงำ?

พรรคประชาชนเสนอปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. โดยอ้างเรื่อง "บอร์ดนั่งยาว" และต้องการลดสัดส่วนภาครัฐ แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ

ดุลอำนาจที่หายไป บอร์ด สปสช. ปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อคานอำนาจระหว่างผู้ซื้อบริการ (สปสช./ประชาชน) และผู้ให้บริการ (กระทรวงสาธารณสุข/โรงพยาบาล) หากปรับสัดส่วนโดยขาดความเข้าใจในเจตนารมณ์เดิม อาจเปิดช่องให้ "กลุ่มทุนสุขภาพเอกชน" หรือ "กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง" แทรกแซงการกำหนดนโยบายยาและเวชภัณฑ์ จนทำให้ระบบสูญเสียกลไกการต่อรองราคา หรือการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

แก้ปัญหาด่านหน้าไม่ตรงจุด งบประมาณไม่ใช่แค่นับหัวจ่าย

แม้พรรคประชาชนจะพูดถึงการเพิ่มงบประมาณ จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และยกระดับบริการปฐมภูมิ แต่กลับไม่มีข้อเสนอที่ชัดเจนในการกระจายทรัพยากรและกำลังคนสู่ชนบท การเพิ่มค่าตอบแทนที่ไม่ใช่ประมาณจากงบเหมาจ่ายรายหัว การเพิ่มงบในการพัฒนา ปรับปรุงโรงพยาบาลชุมชน ที่เสื่อมโทรม จนต้องเอางบบัตรทอง มาปรับปรุงโรงพยาบาลแทน การเพิ่มงบบริหารให้สำนักงานเขตสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โดยไม่ต้องมาเบียนบังงบบัตรทอง จะทำอย่างไร ไม่พูดถึง

การเพิ่มงบประมาณให้ สปสช. จ่ายโรงพยาบาลตามต้นทุนจริง หากจัดการไม่ดี เงินส่วนใหญ่จะตกอยู่กับโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ขณะที่ โรงพยาบาลชุมชนและ รพ.สต. ในพื้นที่ห่างไกล จะยังคงเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรเช่นเดิม

ปัญหาการลาออกของแพทย์และพยาบาลไม่ได้เกิดจาก "กฎหมายบัตรทอง" แต่เกิดจากระบบการบริหารกำลังคนของภาครัฐ ที่ไม่สามารถจัดการกำลังคนให้มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ การมุ่งแก้ที่ พ.ร.บ. บัตรทอง จึงเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน

.ต่อโพสต์ต่อไปคะ

7/27 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่ออ่านข้อวิพากษ์ของชมรมแพทย์ชนบทที่มีต่อข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของพรรคประชาชนนี้ ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปยังประสบการณ์จริงจากการทำงานในระบบสุขภาพระดับชุมชน ที่ซึ่งระบบบัตรทองถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสิทธิ์ของคนฐานราก จากที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับโรงพยาบาลชุมชนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล พบว่าระบบปัจจุบันยังมีช่องว่างหลายด้าน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้การให้บริการขาดความครอบคลุมและต่อเนื่อง ความไม่เสมอภาคในระบบสุขภาพแม้ไม่ได้เกิดจากบัตรทองโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากกติกาที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อมีการปฏิรูป ประเด็นที่ชมรมแพทย์ชนบทเน้น คือการเปิดให้ประชาชนต้องจ่ายร่วมกับนายจ้าง หรือใช้ประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมนั้น ผมเองมองว่าสิ่งนี้เสี่ยงต่อการสร้างเส้นแบ่งระหว่างผู้ที่มีและผู้ที่ไม่มีความสามารถจ่ายในระบบสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อหลักการถ้วนหน้าอย่างแท้จริง ความเท่าเทียมทางสุขภาพควรเป็นสิ่งที่รัฐและสังคมต้องร่วมกันดูแล ไม่ควรปล่อยให้กลไกตลาดและประกันเอกชนเข้ามามีบทบาทมากเกินไปจนทำให้คนฐานรากถูกทอดทิ้ง นอกเหนือจากนั้น การรวมกองทุนหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุนที่น่าจะมีบริบทและงบประมาณแตกต่างกันอย่างมากนั้น หากไม่มีแนวทางบริหารจัดการที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดผลลบมากกว่าบวก เช่น การลดสิทธิประโยชน์ของบางกองทุนหรือความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างกลุ่มผู้รับประโยชน์ต่างๆ สิ่งที่ผมเองอยากเห็นคือ การปฏิรูปที่มุ่งเน้นการเพิ่มงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสรรทรัพยากรและกำลังคนไปยังพื้นที่ที่จำเป็นจริงๆ การพัฒนาโครงสร้างระบบการบริหารจัดการที่ส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน การรักษาดุลอำนาจระหว่างผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์แท้จริง ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงใดๆ ควรมีจุดยืนที่มั่นคงในการรักษาหลักการสุขภาพถ้วนหน้า ไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และยังคงส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง