Automatically translated.View original post

Grow up for 30 years!!!!!Just know the "cotton wool and fridge" recipe. 😱😱

The deodorant charcoal that was bought... lost this way. 😳

Ever????

The refrigerator never stinks, but it smells inexplicably.

The curry, the fish sauce, the fresh stuff, the smell is mixed.

All tried. 😂

• Charcoal sucking smell

• Baking soda

• Expensive smell suction box

But the most workable thing is that everyone 👇 has in their house.

✨ Secret Recipe: "Cotton Cotton + Fridge"

Just take a simple cotton ball.

Put in a small cup or paper cup.

And put it in the fridge (any compartment)

📌 if you want to power up.

Soft scent essential oil droplets, e.g.

• Lemon

• Eucalyptus

• Lavender

A few drops is enough.

🤍 Why is cotton wool better at deodorizing than charcoal?

• Cotton wool absorbs smell very quickly

• Don't wait a day like charcoal

• No reverse odor

• Easy to change, clean, not smudged

Some houses try and say that

👉 "Scented refrigerator clean from day one."

⏰ How long does it take?

• Replacement cotton wool every 7-14 days

• If the refrigerator smells strong (fresh / seafood)

Recommended change once a week

🥹 in a brief summary.

Okay. Close stuff.

Sometimes it works more than a real expensive thing.

Who tried

I understand the word "30 years old," I just know, like, hurt. 😂

# Trick maid pop style # Trick the maid # Home experience # First house # Housewives review

2/4 Edited to

... Read moreถ้าใครกำลังหา “ที่ดับกลิ่น” หรือสงสัยว่าทํายังไงให้ตู้เย็นไม่มีกลิ่น แบบทำได้ทันที ไม่ต้องซื้อของแพงๆ ลองเช็กลิสต์นี้ไปพร้อมกับสูตร “สำลีใส่ตู้เย็น” ได้เลยค่ะ (บ้านเราทำแล้วเวิร์กมาก โดยเฉพาะตู้ที่ของแน่นๆ) 1) จัดการ “ต้นตอ” ก่อนวางสำลี หลายครั้งกลิ่นตุๆ ไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว แต่มาจากคราบหกเล็กๆ ที่ค้างอยู่ตามขอบยาง/ร่องชั้นวาง เราจะเช็ดเร็วๆ ด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน แล้วตามด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดบิดหมาดอีกครั้ง เน้นตรงขอบยางประตูตู้เย็นและช่องมุมๆ ที่มักโดนมองข้าม กลิ่นจะลดลงแบบเห็นได้ชัด ก่อนค่อยวางสำลีช่วยดูดซับกลิ่นต่อ 2) วาง “สำลีในตู้เย็น” ให้ถูกจุด กลิ่นหายไวขึ้น เราใช้ถ้วยเล็กๆ หรือถ้วยกระดาษเหมือนในรูป วางไว้ 1 ถ้วยต่อ 1 ช่องหลัก (เช่น ช่องบน/ช่องกลาง) ถ้าตู้ใหญ่หรือของแน่นมาก เพิ่มเป็น 2 ถ้วยก็ได้ จุดที่เวิร์กคือวางใกล้ๆ แหล่งกลิ่น เช่น โซนเก็บอาหารปรุงสุก หรือขวดน้ำจิ้ม/น้ำปลา เพราะลมหมุนเวียนจะพากลิ่นมาชนสำลีง่ายขึ้น 3) ถ้าอยากให้หอมสะอาด เพิ่มน้ำมันหอมระเหยแบบพอดี เราหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นอ่อนๆ 2–3 หยดลงบนสำลี (เลมอน/ยูคาลิปตัส/ลาเวนเดอร์กำลังดี) อย่าใส่เยอะ เพราะกลิ่นแรงเกินจะไปปนกับอาหารได้ เคล็ดลับคือหยดที่ “มุมสำลี” ไม่ต้องชุ่มทั้งก้อน จะหอมแบบสะอาดๆ ไม่ฉุน 4) เก็บอาหารให้มิดชิด = ลดกลิ่นได้มากกว่าที่คิด ต่อให้มีที่ดับกลิ่นดีแค่ไหน ถ้ายังใส่อาหารในชามแล้วปิดไม่แน่น กลิ่นก็จะวนอยู่ในตู้เหมือนเดิม บ้านเราเปลี่ยนมาใช้กล่องฝาล็อกหรือถุงซิปสำหรับของกลิ่นแรง (อาหารทะเล, ทุเรียน, น้ำพริก, แกง) กลิ่นรวมๆ ลดลงทันที แล้วสำลีจะทำงานง่ายขึ้น 5) ตั้งเวลาเปลี่ยนสำลี + เช็กของหมดอายุ เราใช้วิธีง่ายๆ คือเปลี่ยนสำลีทุก 7–14 วัน (ถ้าแช่ของสด/อาหารทะเลบ่อย เปลี่ยนสัปดาห์ละครั้ง) และทุกครั้งที่เปลี่ยนจะถือโอกาสเช็กของหมดอายุ/ซอสที่หยดเลอะขวดไปด้วย กลิ่นตุๆ ส่วนใหญ่หายไปเพราะ “ไม่มีอะไรเน่า/หกค้าง” นี่แหละค่ะ 6) เมื่อไหร่ที่ควรล้างตู้เย็นทั้งตู้? ถ้าทำทุกอย่างแล้วกลิ่นยังแรง หรือเปิดแล้วมีกลิ่นอับชัดๆ แนะนำเคลียร์ของออก ล้างชั้นวาง/ลิ้นชัก แล้วปล่อยให้ตู้โล่งสักพัก (ตอนปิดเครื่องหรือช่วงทำความสะอาด) จากนั้นค่อยกลับมาใช้สูตรสำลีเป็นตัวคุมกลิ่นระยะยาว สรุปจากที่ลองเอง: สำลีเป็น “ที่ดับกลิ่น” ที่ถูกและทำง่ายมาก ช่วยดูดซับกลิ่นได้ไว โดยเฉพาะตู้เย็นที่กลิ่นปนๆ กันหลายอย่าง แต่ถ้าจัดการต้นตอ + เก็บอาหารให้มิดชิดด้วย จะได้ตู้เย็นหอมสะอาดแบบยาวๆ เลยค่ะ