Trance
Buddha, Buddhist until Na Phong Temple
ช่วงหนึ่งที่เราเริ่มสนใจ “พุทธวจน” (แนววัดนาป่าพง) เราสะดุดกับคำว่า “ภวตัณหา” มาก เพราะมันไม่ใช่แค่ความอยากแบบอยากกินอยากได้ แต่เป็นความอยากที่แนบกับ “ตัวตน” แบบลึกๆ เลย ภวตัณหา คือ “ความอยากมี อยากเป็น” เช่น อยากเป็นคนเก่ง อยากเป็นที่ยอมรับ อยากมีภาพลักษณ์ดี อยากมีสถานะ อยากมีตัวตนในสายตาคนอื่น บางทีเราไม่ได้อยากสิ่งของด้วยซ้ำ แต่อยาก “เป็น” อะไรบางอย่าง พอไม่ได้อย่างใจจะหงุดหงิด เครียด หรือรู้สึกด้อยค่า ถ้าเทียบกับตัณหา 3 แบบที่มักพูดคู่กัน 1) กามตัณหา คือ ความอยากเสพความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น อยากกินของอร่อย อยากดู/ฟังอะไรเพลินๆ อยากได้ความสบาย 2) ภวตัณหา คือ ความอยากมีอยากเป็น ยึดกับภาพลักษณ์/บทบาท/ความสำเร็จ เช่น อยากเป็น “คนที่ใช่” ของใครสักคน อยากเป็นหัวหน้า อยากเป็นคนดัง 3) วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่ให้มี อยากไม่เป็น หรืออยากหนี เช่น อยากให้ปัญหาหายไป อยากไม่รู้สึกเจ็บ อยากไม่เป็นคนแบบนี้ ตัวอย่างภวตัณหาที่เจอบ่อย (และเราเคยเป็น) - โพสต์อะไรแล้วคอยเช็กยอดไลก์ เพราะอยาก “เป็นคนที่คนสนใจ” - ตั้งเป้าทำงานหนักมากๆ ไม่ใช่แค่อยากได้เงิน แต่ลึกๆ อยาก “เป็นคนสำเร็จ” - เวลาโดนติแล้วโกรธง่าย เพราะมันกระทบ “ภาพคนเก่ง” ที่เราอยากเป็น วิธีสังเกตว่าตอนนี้ใจเรากำลังมีภวตัณหาไหม ลองถามตัวเองสั้นๆ - สิ่งที่อยากได้/อยากทำนี้ เราอยาก “ผลลัพธ์” หรืออยาก “ตัวตน/สถานะ” ที่มาพร้อมมัน? - ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เรากลัวเสียหน้า กลัวไม่ถูกยอมรับไหม? สิ่งที่ช่วยเราได้คือฝึกดูใจตอน “อยากเป็น” เกิดขึ้น แค่รู้ทันว่า ตอนนี้ใจกำลังปรุงแต่งเรื่องตัวตนอยู่ ไม่ต้องรีบไล่ความอยากให้หาย แต่ค่อยๆ เห็นว่า ความอยากมีอยากเป็นมันทำให้ใจตึงและทุกข์ยังไง พอเห็นบ่อยขึ้น เราจะเลือกวางได้ง่ายขึ้น และกลับมาอยู่กับการกระทำที่พอดี ไม่ต้องแบกภาพลักษณ์ตลอดเวลา









































