Automatically translated.View original post

Blue light. Dangerous to the body? ☀️

6/2 Edited to

... Read moreอันตรายจากแสงสีฟ้า (Blue Light) ที่หลายคนกังวล จริง ๆ คือแสงช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400–490 nm ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแสงที่มองเห็นได้ (visible light) แหล่งที่เจอบ่อยมีทั้ง “ดวงอาทิตย์” และ “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” อย่างมือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต รวมถึง “โทรทัศน์” ด้วยค่ะ เลยไม่แปลกที่บางคนเปิดทีวีทิ้งไว้หรือเล่นมือถือก่อนนอนแล้วรู้สึกหลับยากขึ้น จากที่เราลองสังเกตตัวเอง ช่วงที่ใช้จอหนัก ๆ ตอนดึก ๆ จะมีอาการตาแห้ง แสบตา และเหมือนสมองไม่ยอมปิด ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยแล้ว ซึ่งอธิบายได้ว่าแสงสีฟ้าสามารถไปรบกวนวงจรการนอน (circadian rhythm) โดยไปกระตุ้นสมอง/ระบบที่เกี่ยวกับการตื่นตัว ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ “ตื่น” มากขึ้น และกดการหลั่งเมลาโทนิน ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท หรือหลับช้ากว่าเดิมได้ เรื่อง “ผิวพังเพราะแสงสีฟ้า” ก็เป็นอีกประเด็นที่คนถามเยอะค่ะ โดยเฉพาะคนที่ต้องอยู่หน้าจอนาน ๆ แม้แสงสีฟ้าจากจอจะไม่แรงเท่าแสงแดด แต่ถ้าโดนสะสมต่อเนื่องก็มีงานพูดถึงผลต่อความเครียดออกซิเดชันของผิว และอาจเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของคอลลาเจน/อิลาสตินได้ ดังนั้นถ้าออกแดด แนะนำให้เน้นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV เป็นหลักก่อน (สำคัญสุด) แล้วค่อยเสริมการดูแลอื่น ๆ ค่ะ ทริคที่เราทำแล้วช่วยลดอาการชัดเจน (สายดูซีรีส์/เล่นมือถือก่อนนอนแนะนำมาก) 1) ตั้งเวลา “เลิกจอ” ก่อนนอน 30–60 นาที: ช่วงนี้ช่วยให้ง่วงแบบธรรมชาติมากขึ้น 2) เปิดโหมดถนอมสายตา/ลดแสงสีฟ้า (Night Shift/Night Light): ทำให้โทนจออุ่นลง ตาไม่ล้าเท่าเดิม 3) ลดความสว่างหน้าจอ + เปิดไฟห้องให้พอดี: ห้องมืดแต่จอสว่างมากจะทำให้ตาเพ่งหนักขึ้น 4) ถ้าจำเป็นต้องทำงานดึก: ลองแว่นกรองแสงสีฟ้า หรือใช้ฟิลเตอร์หน้าจอ (เลือกที่ระบุการกรองแสงชัดเจน) 5) ดูแลตาแห้ง: กะพริบตาบ่อยขึ้น พักสายตาตามกฎ 20-20-20 (ทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต 20 วินาที) และหยอดน้ำตาเทียมถ้าจำเป็น สรุปคือ “อันตรายจากแสงสีฟ้า” ที่เห็นผลกับหลายคนที่สุดมักเป็นเรื่องการนอนและความล้าของตา ถ้าใครมีปัญหานอนหลับไม่สนิท ลองเริ่มจากปิดทีวี/วางมือถือก่อนนอน และปรับการใช้จอตามข้อด้านบนก่อน แล้วค่อยสังเกตว่าร่างกายดีขึ้นไหมค่ะ