เงินกินเปล่ากับสัญญาเช่าทรัพย์?

เงินกินเปล่าในสัญญาเช่าทรัพย์ คือ เงินที่

ผู้เช่าจ่ายให้ผู้ให้เช่า นอกเหนือจากค่าเช่า เพื่อแลกกับสิทธิในการเช่าทรัพย์นั้น โดยทั่วไปมีลักษณะและข้อกฎหมายสำคัญดังนี้

1) ความหมายเงินกินเปล่า คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่ผู้เช่าจ่ายครั้งเดียว (หรือเป็นก้อน) เพื่อให้ได้สิทธิทำสัญญาเช่า หรือเพื่อได้เงื่อนไขเช่าที่ดีกว่า เช่น ระยะยาว ทำเลดี ฯลฯไม่ใช่ค่าเช่ารายเดือน และไม่ใช่เงินประกันความเสียหาย

2) สถานะทางกฎหมาย (กฎหมายไทย)

ไม่มีกฎหมายห้ามโดยตรง หากคู่สัญญาตกลงกันโดยชอบเป็นการตกลงตามหลัก เสรีภาพแห่งสัญญา(ป.พ.พ. ม. 354)

ต้อง ไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีศาลถือว่าเงินกินเปล่าเป็น ค่าตอบแทนสิทธิการเช่า ไม่ต้องคืน เว้นแต่ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น

3) เงินกินเปล่า ≠ เงินประกันประเด็นเงินกินเปล่าเงินประกันวัตถุประสงค์ค่าตอบแทนสิทธิการเช่าประกันความเสียหายการคืนเงินโดยหลัก ไม่คืนต้องคืนเมื่อเลิกเช่า (หักค่าเสียหายได้)ผลทางกฎหมายค่าตอบแทน

หลักประกัน

4) กรณีสัญญาเลิกก่อนกำหนดเลิกเพราะ

ผู้เช่าผิดสัญญา → เงินกินเปล่าโดยหลัก

ไม่ต้องคืนเลิกเพราะผู้ให้เช่าผิดสัญญา →

ผู้เช่าอาจเรียกคืนหรือเรียกค่าเสียหายได้

เหตุสุดวิสัย/ตกลงเลิกกัน → ดูเงื่อนไขในสัญญาเป็นหลักแนะนำให้เขียนเงื่อนไขการคืนหรือไม่คืนให้ชัดเจน เพื่อลดข้อพิพาท

5) ข้อควรระวังในการทำสัญญาระบุให้ชัดว่า “เงินกินเปล่า” ไม่ใช่เงินประกันกำหนดเงื่อนไขกรณีเลิกสัญญา/ผิดสัญญาระบุจำนวน วิธีชำระ และการรับเงินเป็นลายลักษณ์อักษร. หากเป็นการเช่าระยะยาว ควรพิจารณาจดทะเบียนการเช่า

ขอบคุณที่ติดตามครับ รู้กฎหมายได้ประโยชน์ครับ

#ติดเทรนด์

1/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่เจอเวลาคนมาปรึกษาเรื่องเช่าร้าน/เช่าอาคารพาณิชย์ คำถามยอดฮิตคือ “เงินกินเปล่าคืออะไร” และ “ต้องคืนไหม” เพราะบางที่เรียกหลายชื่อมาก เช่น ค่ากินเปล่า, ค่าเซ้ง, ค่าโอนสิทธิ, ค่าแรกเข้า จนคนเช่าสับสนว่ามันเหมือนเงินประกันหรือเปล่า สรุปแบบภาษาคนทั่วไป: เงินกินเปล่า คือเงินก้อนที่ผู้เช่าจ่ายเพิ่มจากค่าเช่า เพื่อแลกกับ “สิทธิ” บางอย่างในการเช่า เช่น ได้ทำเลดี ได้สิทธิอยู่ยาว ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เช่าเดิม หรือได้เงื่อนไขที่เจ้าของทรัพย์ยอมให้เป็นพิเศษ จุดนี้ต่างจากค่าเช่ารายเดือนที่เป็นค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์เป็นงวด ๆ สิ่งที่อยากให้เช็กให้ชัดก่อนจ่าย (สำคัญมาก) 1) ระบุชื่อเงินในสัญญาให้ตรง: เขียนให้ชัดว่าเป็น “เงินกินเปล่า/ค่าตอบแทนสิทธิการเช่า” หรือเป็น “เงินประกันความเสียหาย” เพราะผลต่างกันมาก ถ้าเขียนกำกวม เวลาทะเลาะกันจะตีความยาก 2) เขียนเงื่อนไข “ต้องคืนหรือไม่คืน” ให้จบตั้งแต่วันแรก: หลายเคสจบที่ศาลเพราะไม่ได้เขียนไว้ เช่น - ถ้าผู้เช่าขอยกเลิกเองก่อนกำหนด จะคืนบางส่วนไหม คิดตามสัดส่วนเดือนที่อยู่จริงหรือไม่ - ถ้าผู้ให้เช่าผิดสัญญา (เช่น ไม่ส่งมอบพื้นที่ตามตกลง มีปัญหาทำให้เปิดร้านไม่ได้) ผู้เช่าขอคืนเงินกินเปล่าทั้งหมดได้ไหม และจะคิดค่าเสียหายเพิ่มอย่างไร - ถ้าเลิกสัญญาเพราะเหตุสุดวิสัย/เหตุที่ควบคุมไม่ได้ จะจัดการเงินก้อนนี้แบบไหน 3) ขอ “หลักฐานการรับเงิน” แยกต่างหาก: นอกจากสัญญาเช่า แนะนำทำใบรับเงิน ระบุวันที่ จำนวนเงิน วัตถุประสงค์ (เงินกินเปล่า/เงินประกัน) และลายเซ็นผู้รับเงินให้ชัด เพราะเวลามีข้อพิพาท หลักฐานรับเงินช่วยได้มาก 4) แยกตารางเงินให้ชัดเจน: ฉันมักแนะนำให้ทำหัวข้อในสัญญาเป็นข้อ ๆ เช่น - ค่าเช่ารายเดือนเท่าไร จ่ายวันไหน - เงินประกันกี่เดือน คืนเมื่อไร หักอะไรได้บ้าง - เงินกินเปล่าจำนวนเท่าไร จ่ายเมื่อไร และเงื่อนไขการคืน (ถ้ามี) การแยกแบบนี้ลดความเข้าใจผิดทันที 5) ถ้าเป็นสัญญาเช่าระยะยาว อย่าลืมเรื่อง “จดทะเบียนเช่า”: โดยเฉพาะการเช่าที่อยู่นาน ๆ หรือมูลค่าสูง การจดทะเบียนช่วยเพิ่มความมั่นคงของสิทธิผู้เช่า ทำให้เงื่อนไขหลายอย่างชัดขึ้น สุดท้าย ถ้าเจอการนัดเซ็นสัญญาในบรรยากาศเหมือนประชุมจริงจัง มีเอกสารหลายชุด (อย่างที่เห็นภาพประกอบแนวประชุมตรวจเอกสาร) ยิ่งควรใช้เวลาตรวจรายละเอียดทีละหน้า โดยเฉพาะคำว่า เงินกินเปล่า/ค่ากินเปล่า/เงินประกัน อย่ารีบโอนก่อนอ่านเงื่อนไขการเลิกสัญญาให้ครบ เพราะเงินก้อนนี้มักเป็นต้นเหตุหลักของปัญหาหลังจากนั้น

ค้นหา ·
สัญญาเช่าทรัพย์