มาไกลมาก...🫪

Story หมูเปื่อย ฉบับที่ 1

"เอาจริง! คือมาไกลมากนะ!"

เท่าที่จำความได้ก็หลังโควิด ที่น้ำหนักขึ้นมาเรื่อยๆ

และไม่มีท่าที่จะลงเลยด้วยซ้ำ ปกติเป็นคนกินแซ่บ

มาตลอด ทุกคนรู้! แฟนคลับรู้! แต่เรา "ทำเป็นไม่รู้.."

5555+ เพราะมันคือความสุขแหละ แต่ใครจะไปคิด

ว่าน้ำหนักมันจะพีคไปได้สูงที่สุดในชีวิต เลขที่ออก

คือ 141 Kg. ปล่อยตัวปล่อยใจมาได้ถึงขนาดนี้ คือ

สิ่งที่ทำผิดพลาดมากๆ จนคนรอบข้างเริ่มทัก และ

หลายๆคนก็เริ่มเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของผม ที่ย้อน

ไปในตอนนู้น เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ก็เคยแอดมิด

เข้า รพ. เพราะไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบเพราะ

อ้วนมากๆมาแล้ว(ก็ยังไม่จำ) จนตอนนี้ที่น้ำหนักเพิ่ม

ขึ้น อาการหลายๆอย่างที่เป็นสิ่งผิดปกติของร่างกาย

ก็เริ่มแสดงออกมา จากภายในสู่ภายนอก ด้วยเป็นคน

ที่ชอบทำงานตอนกลางคืน พักผ่อนน้อย กินไม่ตรง

เวลา นอนหลับไม่สนิทเพราะกรน มีหยุดหายใจขณะ

หลับด้วยนะ อาการนี้ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆ แล้วมัน

ก็ส่งผลออกมาถึงภายนอกที่เราเริ่มกลับมามีกลิ่นตัว

รอบๆคอเริ่มเป็นสีคาร์บอน ซึ่ง มันดูไม่สะอาด เสีย

บุคลิกมากๆ ไม่ค่อยกล้าไปเจอใคร กลัวโดนล้ออีก

เลยคิดว่าต้องออกกำลังกายเพื่อลด น้ำหนักแล้ว แต่.

พอกลับไปตีแบด ไปออกกำลังกาย ข้อเท้า ข้อเข่า ก็

ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวที่เยอะขนาดนี้ได้ กลัวเกิด

อาการบาดเจ็บ พอเหนื่อยมากๆ ก็หายใจไม่ทัน และ

ที่สำคัญ พอออกกำลังกายเสร็จ ก็กินเยอะกว่าเดิมอีก

ทั่งหมดทั้งมวล ผมเลยไม่ได้ออกกำลังอย่างต่อเนื่อง

ก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า ไม่อยากกลับไปนอนเป็น

หมูเปื่อยในห้อง ICU อีกแล้ว จะทำยังไงให้ นำหนัก

ลดลงได้ดี เพื่อกลับมามีสุขภาพที่ดีเหมือนเมื่อก่อน

บ้าง...

#เปลี่ยนตัวเอง #ลดน้ำหนัก #ออกกำลังกาย

7/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากที่ผมได้แชร์เรื่องราวการเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็วจนถึง 141 กิโลกรัม และผลกระทบต่อสุขภาพที่เจอ ทั้งไขมันพอกตับ ตับอ่อนอักเสบ และปัญหาการนอนกรนที่ทำให้หยุดหายใจยามหลับ ผมตระหนักดีว่าการตัดสินใจลดน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตผมเอง จากประสบการณ์ตรง การกลับไปออกกำลังกายหลังน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ผมพบว่าข้อเท้าและข้อเข่าไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้เต็มที่เมื่อเล่นแบดมินตันหรืองานออกกำลังกายที่เคยทำประจำ อีกทั้งความเหนื่อยล้าและหายใจไม่ทันทำให้ไม่สามารถออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องได้ง่ายๆ สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ การงดเว้นการทำอะไรที่บาดเจ็บหรือเกินกำลังร่างกายเป็นเรื่องสำคัญในจุดนี้ ผมจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการดูแลตัวเองโดยการเน้นเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมมากขึ้น ลดอาหารแซ่บแต่เพิ่มโปรตีนสูงและผักผลไม้ รวมถึงเริ่มเดินช้าๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้ข้อเท้าหรือเข่ารับน้ำหนักมากเกินไป และเลือกทำโยคะหรือยืดเส้นยืดสายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรงขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ การปรับพฤติกรรมการนอนเพื่อลดอาการกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ผมปรึกษาแพทย์และเริ่มฝึกเทคนิคการนอนที่ดีขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพการพักผ่อน ซึ่งมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม เรื่องราวนี้ผมอยากแบ่งปันเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เผชิญกับปัญหาน้ำหนักและสุขภาพ คนเราทุกคนสามารถเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงได้ด้วยก้าวเล็กๆ เหมือนกับที่ผมทำ และอย่าท้อหากถึงเป้าหมายช้า เพราะสุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเรา