อีกฟากฝั่งของมรดกจากคุณแม่
หากร่องรอยแห่งรสชาติคือรหัสพันธุกรรมที่สืบทอดผ่านสายเลือด ผมคงกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า ตัวตนของผมถูกหล่อหลอมขึ้นในห้องครัวของคุณแม่ "ท่านคุณหญิงสุวรรณ" ฉายาที่แฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าทว่าเปี่ยมด้วยความเคารพในดวงใจของลูกชาย
คุณแม่ผู้ไม่เคยเดินเข้าสู่รั้วสถาบันคหกรรมศาสตร์ใดๆ ทว่าครัวของท่านคือห้องทดลองแห่งจิตวิญญาณ ที่นั่น... ความอร่อยไม่ได้ถูกตวงวัดด้วยช้อนหรือถ้วยมาตรฐาน แต่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วย "สถาปัตยกรรมแห่งความน่าจะเป็น" ท่านอาศัยการสดับฟังเสียงของส่วนผสม และการหยั่งรู้ด้วยสัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งรสจีน ฝรั่ง หรือตำรับไทยที่ซับซ้อน
ในวัยเยาว์ หากท่านพึงใจในรสสัมผัสใดจากโลกภายนอก รสนั้นจะถูกเนรมิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในครัวของเรา ประหนึ่งการเคี่ยวกรำเพื่อค้นหา “จุดสมบูรณ์แบบ” ที่นิ่งสนิทและสว่างไสว จนสมาชิกในบ้านต่างถ้วนทั่วด้วยความอุดมสมบูรณ์ หากภาพจำของเด็กชายคนหนึ่งจะถูกวางทาบเคียบข้างขวดซีอิ๊วในตำนาน ร่างกายของผมในยามนั้นคงเป็นประจักษ์พยานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความรักที่อิ่มเอมจนล้นปรี่
กลิ่นหอมของน้ำเต้าหู้ที่ละเมียดละไม รสละมุนของเต้าฮวย และความอบอุ่นของบัวลอยน้ำขิงที่กรุ่นไอ... สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงของหวาน แต่มันคือ "ประติมากรรมแห่งเวลา" ที่ดึงดูดผู้คนจากแดนไกลให้มาหยุดรอ เพียงเพื่อได้สัมผัสรสชาติที่ไม่อาจหาได้จากตำราเล่มไหน
กระทั่ง "กะหรี่ปั๊บ" ที่เดินทางไกลข้ามเส้นรุ้งเส้นแวงจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่ เพียงเพื่อไม่ให้ลูกสะใภ้ต้องพลาดโอกาสในรสสัมผัสแห่งวันนั้น มันคือบทพิสูจน์ว่า อาหารของคุณแม่ไม่ใช่แค่การสร้างผลลัพธ์จากวัตถุดิบ แต่คือการส่งผ่านความอาทรด้วย "แรงบันดาลใจ" ที่ไร้ขีดจำกัด
ผมนั่งลงทบทวนและจรดปากกา ตั้งใจเพียงบันทึกถ้อยคำสั้นๆ ทว่าเมื่อความทรงจำเริ่มขยับปีก เรื่องราวของคุณแม่ก็ร่ายรำไปบนหน้ากระดาษอย่างไม่รู้จบ... ราวกับรสชาติอาหารของท่านที่ทิ้งทวนความละเมียดไว้ในหัวใจเ สมอมา
นี่คือทั้งหมดที่ผมควรจะเขียนมันในบริบทของ “กวี”
