นายกอนุทิน โพสยาวเบื้องหลังพบ ฮุนมาเน็ต

ย้ำ เรื่อง ‘เปิดด่าน’ ไม่มีการพูดถึง ไม่ได้มีการยกความร่วมมืออื่นใด มีแต่แจ้งเรื่องยกเลิก MOU44 ส่วนการปักปันเขตแดน การเจรจา JBC และ GBC ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว หากถึงจุดที่เหมาะสมค่อยให้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นขั้นๆ ซัดโซเชียลประโคมข่าวเท็จ ให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ยัน รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างอย่างรอบคอบ โปร่งใส ยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

โดยปกติผมเป็นคนที่ทำงานใดๆแล้วไม่ประสงค์ที่จะต้องออกมาประโคมข่าวหรือสร้างความสำคัญให้กับตัวเองเพราะหน้าที่ในการเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือต้องทำทุกอย่าง ทุกเรื่อง ทำยังไงก็ได้ที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยและพี่น้องประชาชนของผม

ผมเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำของอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ในขณะนี้และประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ซึ่งทำหน้าที่ประธานของที่ประชุมต้องการให้เกิดบรรยากาศการประชุมที่ดี จึงได้นัดให้ผมได้พบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก่อนการเปิดประชุมเพื่อลดความตึงเครียดเมื่อเย็นวานนี้ และไหนๆก็ได้พบกันแบบตัวเป็นๆแล้วผมจึงใช้โอกาสนี้แจ้งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโดยตรงเลยว่า รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นที่เรียบร้อยแล้วและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ได้รับทราบพร้อมกับกล่าวว่า ท่านผิดหวังต่อการที่รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจเช่นนี้ รัฐบาลกัมพูชาก็จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปใช้แนวทางและกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลหรือ UNCLOS ในการที่จะดำเนินการเรื่องข้อตกลงทางสิทธิประโยชน์ทางทะเลต่อไป ซึ่งการยึดถือหลักปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวก็เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลไทยเพราะจากนี้ไป หากมีการพูดคุยใดๆ ทั้งสองประเทศก็จะยึดถือหลักการและข้อกำหนดเดียวกันเนื่องจากกัมพูชาก็พึ่งให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญานี้เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา

สำหรับผม การได้แจ้งให้กัมพูชาได้รับทราบเรื่องการประกาศยกเลิก MOU 44 ของรัฐบาลไทยในการพบกันครั้งนี้ สามารถถือเป็นที่ประจักษ์ได้เลยว่า กัมพูชาได้รับทราบการตัดสินใจของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการแล้วและนอกเหนือจากนั้น กัมพูชายังได้แจ้งให้ฝ่ายไทยได้รับทราบถึงแนวทางการดำเนินการจากนี้ต่อไปของเขาด้วย และยังได้ประกาศในที่ประชุมใหญ่ของผู้นำชาติอาเซียนด้วย เป็นอันสิ้นสงสัยว่า กัมพูชาจะยอมรับการยกเลิก MOU 44 จากไทยหรือไม่

หากไม่ได้มีการพบกันในครั้งนี้ รัฐบาลไทยก็จะต้องทำการแจ้งเป็นหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาและกว่าจะจบกระบวนการได้ก็คงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าครึ่งปี เมื่อไม่มี MOU 44 แล้ว ก็จะไม่มีเส้นที่ลากผ่านเกาะกูดให้เป็นที่เคลือบแคลงหรือกังวลต่อไปอีก พี่น้องประชาชนของผมสบายใจได้เลยว่า ##เกาะกูดเป็นของประเทศไทยครับ

ส่วนประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปักปันเขตแดน การเจรจาในระดับ JBC และ GBC ก็ยังคงดำเนินการต่อไปตามเดิมที่ทำกันอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้มีการขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศได้พบปะและหารือกันมากขึ้น หากถึงจุดที่เหมาะสมก็ค่อยให้มีการยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาเป็นขั้นๆเพราะตอนนี้เหลือแต่คนเฝ้าสถานทูต ไม่มีข้าราชการอยู่ทำงานนานแล้ว งานบริการคนไทยที่อยู่ที่นั่นก็ทำไม่ได้ ซึ่งก็จะได้จัดให้มีการหารือกันต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง มีการเห็นพ้องกันในเรื่องของการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Scammer ว่าให้ฝ่ายตำรวจของทั้งสองประเทศร่วมมือกันดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับคนชั่วเหล่านี้ ผมก็ตอบตกลงเพราะประเทศและประชาชนไทยได้ประโยชน์ ##เรื่องการเปิดด่านไม่มีการพูดถึงเรื่องความร่วมมืออื่นๆก็ยังไม่ได้มีการยกขึ้นมา ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ผมก็แจ้งเขาว่าจะสร้างสันติภาพได้ ทั้งสองฝ่ายต้องมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน สร้างความมั่นใจให้เห็นกันจะๆ ##หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหารต่อสู้กันให้มากที่สุด

ทั้งหมดที่พบกันก็มีเพียงแค่นี้ ผมเห็นมีการประโคมข่าวทางโซเชียลมีเดียอย่างมากมายและเป็นข่าวเท็จ ใช้จินตนาการนั่งเทียนเขียนเพื่อให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชัง ทั้งที่ผมและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ก็ได้แถลงข่าวโดยละเอียดไปแล้ว ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดถือความรู้สึกของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ไม่มีทางเป็นอื่นอย่างแน่นอนครับ ผมอยู่กับสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ยังเป็นรองนายกและ มท 1 จนมาเป็นนายกรอบสองแล้ว ผมทราบดีว่าจะต้องทำอะไรและทำอย่างไรครับ ทุกขั้นตอนผมจะคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และจะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนมั่นใจในนายกของท่านคนนี้ในเรื่องนี้ได้เลยครับ แล้วพบกันที่กรุงเทพนะครับ กราบสวัสดีทุกท่านจากเมือง Cebu ฟิลิปปินส์ครับ”

5/8 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวสารด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าการที่รัฐบาลไทยยกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในเรื่องความมั่นคงทางทะเลและสิทธิประโยชน์ทางทะเลที่เกี่ยวข้อง โดยการพบปะพูดคุยกันโดยตรงระหว่างนายกอนุทินและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ฟิลิปปินส์ เป็นวิธีการที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาและลดความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าจะยึดหลักอนุสัญญากฎหมายทางทะเล UNCLOS เป็นกรอบดำเนินงาน ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ เพราะทำให้การเจรจามีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และช่วยลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ความร่วมมือในการปักปันเขตแดนผ่านการเจรจาระดับ JBC และ GBC ยังแสดงให้เห็นว่าสองประเทศยังคงเดินหน้าหาทางออกร่วมกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคง อีกทั้งการที่นายกอนุทินย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างอย่างโปร่งใสและยึดถือความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรักษาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะความร่วมมือในการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Scammer ที่กระทบประชาชนไทย ในด้านการติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดีย พบว่าเรื่องนี้ถูกนำไปขยายความเกินจริง และเกิดข่าวปลอมหลายประการ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและแตกแยกในสังคม ฉะนั้น การที่นายกอนุทินออกมาโพสต์ชี้แจงอย่างละเอียดและชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทำงานของรัฐบาล โดยส่วนตัวเห็นว่า การบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคนี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจจากทุกฝ่าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพและเกิดผลดีต่อประเทศประชาชนจริง ๆ และในกรณีนี้ การเจรจาและการประชุมผู้นำอาเซียนเปรียบเสมือนเวทีที่สำคัญในการลดช่องว่างของความเข้าใจผิดและเปิดโอกาสให้สร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ในอนาคต