16 พค69

‘นายกฯ อนุทิน’ ยัน รัฐบาลเข้มปราบทุจริต ชี้ ใครกล้าเผยปมรับสินบน ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย ลั่น ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิจะฟ้อง โอด รับกรรม ‘ล้างตราบาปในอดีต’ ถือเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ต้องไปแก้ตราปาบ แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่พล.ม.2 สนามเป้า นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​รมว.มหาดไทย​ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ภาคเอกชน เป็นห่วงเรื่องของการทุจริตคอรัปชัน ว่า ทุกคนเป็นห่วงเรื่องคอรัปชั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเดือน ตุลาคม จนถึงปัจจุบัน มีการปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นอย่างสม่ำเสมอ และใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเข้มงวดเด็ดขาด เห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย สแกมเมอร์​ ยาเสพติด​ บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์

นายอนุทินกล่าวว่า ยืนยันได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ ทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปราม ด้วยความเข้าใจ มีเป้าหมายเดียวกันและมีความสัมพันธ์สนับสนุนซึ่งกันและกัน ทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัด 10 หน่วยงานที่มีการรับสินบนมากที่สุด นายอนุทิน​ กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นดัชนีที่มาจากแบบสอบถาม ในส่วนของรัฐบาล เรามีการปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ได้ใช้ความรู้สึกหรือการทำแบบสอบถาม หรือทำโพล ทุกเคสของรัฐบาลจัดการด้วยข้อกฎหมาย ยกตัวอย่าง เรื่องของการสวมสิทธิ ที่ จ.เชียงใหม่ ไม่ได้จบแค่ปลดนายอำเภอคนเดียว แต่ขยายผลเห็นการกระทำผิดเป็นขบวนการ ต้องดำเนินการทั้งหมดกับผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ที่เป็นข้อกังวลของประชาชน ส่วนที่ จ.นครปฐม ก็ได้ปลดกำนัน ออกจากตำแหน่ง

“หากเป็นสมัยก่อน อาจจะต้องขอรอให้มีคนมาเคลียร์ มีคนมาขอ สมัยนี้มีคนมาขอเคลียร์หรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่ามี แต่เคลียร์ไม่ได้ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจน ใช้หลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ใครที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย จะไม่ดูชื่อ แต่ดำเนินคดีทุกอย่างตามพฤติกรรม รวมถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นต้นทางของการคอรัปชั่น ทั้ง จ.ภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีคนกระทำความผิดได้ เพราะมีการเอาของไปกำนัลให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง บางคนเอาที่ดินไปให้ เอาอามิสสินจ้าง​ไปให้ พอรัฐบาลใช้กฎหมายที่มีอย่างจริงจัง ตรงไหนมีปัญหา ตั้งกรรมการสอบ โยกย้ายออกนอกพื้นที่ และดำเนินคดี ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปทิศทางที่ดี”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า เรื่องผลสำรวจของ กกร.อาจจะไม่จบ เพราะหน่วยงานรัฐ ที่ถูกจัดอันดับ เตรียมจะฟ้องกลับเอกชน นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอก ที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิที่จะฟ้อง หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับด้วย ถือว่าแฟร์ๆ

นานอนุทินกล่าวว่า เรื่องดัชนีการรับรู้เรื่องคอรัปชั่น ส่วนหนึ่งมาจากการสำรวจความรู้สึก ที่ถามว่ามีการโกงไหม ถ้ามีก็ติ๊กถูก อย่างนี้จะนำไปวัด ว่า เป็นเรื่องที่ดำเนินคดีไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึก อย่างที่บอกว่าเป็น ‘ตราบาป’ ที่พวกตนต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ และของผู้บริหารในปัจจุบัน ที่จะต้องไปแก้ตราปาบ แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“รัฐบาลต้องแก้ไข จะต้องไม่มีเรื่องพวกนี้ มิเช่นนั้นคงไม่กล้าแสดงตัวประกาศความพร้อมจะเข้าร่วมกับ OECD เป็นศัตรูกับคอรัปชั่นและการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลทำหมดแล้ว ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ ในปัจจุบันมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมากมาย หากรัฐบาลให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปราบปรามเรื่องคอรัปชั่น เรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกอย่างต้องหมดไป ”

5/17 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์และการติดตามข่าวสารในเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เห็นภาพชัดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความตั้งใจจริงในการปราบปรามทุจริตและการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด มากกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะในประเด็นการจัดการกับผู้มีอิทธิพลและขบวนการทุจริตในแต่ละจังหวัด เช่น การปลดกำนันและนายอำเภอที่เกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์ในเชียงใหม่และนครปฐม หลายครั้งผมได้เห็นคำชี้แจงของรัฐบาลที่เน้นย้ำถึงความโปร่งใสและการยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง คล้ายกับการ ‘ล้างตราบาปในอดีต’ หากเทียบกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มักจะเลือกใช้วิธีการเจรจาหรือล้มเลิกการสอบสวนในบางกรณี นอกจากนี้ การที่รัฐบาลยึดถือหลักการ ‘ปิดชื่อ’ ในการดำเนินคดีเพื่อลดการแทรกแซงหรือความลำเอียง นับว่าเป็นแนวทางที่น่าสนับสนุน และยังทำให้เห็นว่าภาครัฐมีการประสานงานร่วมกับตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปราบปรามทุจริตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังมีการตั้งกรรมการสอบสวนและโยกย้ายเจ้าหน้าที่ออกนอกพื้นที่เมื่อพบปัญหา ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความผิดพลาดในอดีตและความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ดัชนีการรับรู้การทุจริตที่มาจากการสำรวจความรู้สึกประชาชน แม้อาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์จริงทั้งหมด แต่ถือเป็นโอกาสที่ดีให้รัฐบาลได้ฟังเสียงจากสังคมและปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การมีสิทธิในการฟ้องกลับหากมีการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมเพื่อปกป้องชื่อเสียงผู้ถูกกล่าวหา และเป็นธรรมทางกฎหมายในระบบประชาธิปไตย ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมคิดว่าเราควรให้การสนับสนุนรัฐบาลในการขจัดปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง เนื่องจากการทุจริตไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของสังคม การร่วมมือกันตรวจสอบ ส่งเสียงต้าน และเรียกร้องความโปร่งใส จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือมากขึ้นในระยะยาว