1 กรกฏาคม 2569

ก่อนที่นายสนอง จะลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า ในสไลด์นำเสนอ ยังมีภาพบุคคลภายนอก ขอให้เอาออก นายเลิศศักดิ์จึงวินิจฉัยว่า ไม่อนุญาตให้นำรูปบุคคลภายนอกมาแสดงในที่ประชุม ทำให้นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงนายเลิศศักดิ์ ว่าวินิจฉัยไม่เป็นกลาง ทั้งๆ ที่ภาพมีการเบลอแล้ว ตนดูก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร และผู้ประท้วงก็ไม่ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงเสียหาย ขอให้ประธานและผู้ประท้วงอดทนฟัง

นายเลิศศักดิ์ ชี้แจงว่า หากเป็นภาพบุคคลภายนอกโดยหลักแล้วไม่อนุญาต แต่หากเบลอจนไม่ทราบว่าเป็นใคร ก็อนุญาต แต่หากเลี่ยงได้ก็ขอให้มีความระมัดระวัง ก่อนจะให้ น.ส.พนิดา อภิปรายต่อ

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า ป.ป.ช.ยังมีอีกหลายข้อครหา ทั้งเรื่องแหวนแม่นาฬิกายืมเพื่อน หรือเรื่องสินบนทองคำ นี่มันตลาดซื้อขายคดีชัดๆ แล้วประชาชนจะเชื่อมั่นใน ป.ป.ช.ได้อย่างไร

ขณะที่งบประมาณของ สตง.หลังจากที่ตึกสำนักงานถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ สตง.ต้องเจอวิกฤตศรัทธา ทั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ในการคัดเลือกผู้รับเหมา และการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์หรูหรา แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือมิวสิควิดีโอ 1 เพลง และหนังสือเวียนที่ออกมาปลอบใจกันเองในหน่วยงาน

น.ส.พนิดา กล่าวว่า จากที่กล่าวมาทั้งหมด ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า งบบุคลากรของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งมีทั้งหมด 7,352 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ หาก กกต.สามารถทำให้ผลเลือกตั้งสะท้อนความต้องการของประชาชน , ปปช.ไม่มีการละเว้นผู้มีอำนาจคนไหน และ สตง.สามารถทำให้ภาษีทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ประชาชนยินดีจ่ายค่าบุคลากร แต่ปัญหาคือ มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม และไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากการเป็นจำเลยสังคมได้เลย

น.ส.พนิดา ยังกล่าวถึงงบก่อสร้าง ของทั้ง 3 หน่วยงาน ที่แสดงออกชัดมากว่า อยากมีอาคารของตัวเองในทุกจังหวัด แม้ปีนี้โดนหั่นเหลือ 672 ล้านบาท แต่ตั้งงบผูกพันไปบวมปีหน้า โดยยกตัวอย่างกรณีที่ กกต. ของบประมาณ 193 ล้านบาท เพื่อใช้สร้างตึก 16 อาคาร แต่โดนสำนักงบประมาณตัดเหลือ 35 ล้านบาท เพราะเคยได้งบไปหลายปี แต่ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้ หรืออย่างโครงการก่อสร้างที่ จ.พัทลุง ยังไม่ได้เบิกจ่ายสักบาท ปีนี้จะของบประมาณ 12 ล้านบาท ไปสร้างต่อที่ จ.ปทุมธานี

ส่วน ป.ป.ช. มีงบผูกพันเดิมที่ยังทำไม่เสร็จ 19 ตึก ปีนี้ตั้งงบผูกพันมาสร้างใหม่อีก 5 ตึก ปีก่อนขอสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ 12 ชั้น เรียกได้ว่าเป็น Sport complex เพราะมีสระว่ายน้ำมาตรฐาน olympic มีห้องฟิตเนส มียิม มูลค่า 777 ล้านบาท ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ปีนี้ตั้งของบใหม่ไปปรับปรุงอาคารเดิมในบริเวณเดียวกันเพิ่มอีก 162 ล้านบาท เรียกได้ว่ารีโนเวทเซ็ทใหญ่

ส่วน สตง.ขอมา 252 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้าง 16 ตึก ทั้งที่บางโครงการสร้างเสร็จไปแล้วก็ทิ้งร้าง จนเขาเอาไปถ่ายคอนเท้นท์กันเป็นไวรัลที่ อ.สัตหีบ ซึ่งอาคารดังกล่าวมีมูลค่า 135 ล้านบาท ร้างมา 15 ปี วันนี้ก็ยังไม่ได้ใช้งาน แต่ก้อนที่เจ็บปวดใจที่สุด คือ ปัจจุบันเรายังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินการรถไฟในเขตจตุจักร จุดที่ตึก สตง.ถล่ม ไปอีก 6 ปี มูลค่ารวมทั้งหมด 764 ล้านบาท โดยที่ประชาชน ไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย ดังนั้น รัฐบาลต้องเอาคนผิดตัวจริงมารับผิดชอบ เรียกคืนความเสียหายทั้งหมดในส่วนนี้ เพราะนี่คือเงินภาษีของประชาชน

น.ส.พนิดา กล่าวถึงงบดำเนินงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร และควรได้รับจัดสรรอย่างเต็มที่ แต่ส่วนใหญ่เอาใช้ไปกับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก ตัวชี้วัดเน้นจำนวนการจัดกิจกรรม เน้นจำนวนผู้เข้าร่วม ไม่เน้นผลลัพธ์การอบรม พร้อมยกตัวอย่างกรณีของ กกต. แทนที่จะจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ได้คือลูกเสืออาสา กกต. อบรมพลเมืองประชาธิปไตย ที่วัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพไม่ได้ หรือศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย มูลค่า 100 ล้านบาท ที่ไม่มีใครรู้จัก รวมถึงศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยและการเลือกตั้งตำบลอีก 7,000 ศูนย์ทั่วประเทศ แต่มีเพียงภารกิจเดินขบวนรณรงค์เลือกตั้ง หรือแอพตาสัปปะรดที่ใช้แจ้งร้องเรียนการเลือกตั้งที่ไม่มีคนใช้

น.ส.พนิดา กล่าวด้วยว่า ทั้ง 3 องค์กร มีงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท แต่ 70% ใช้ไปกับเงินเดือนสวัสดิการบุคลากร 10% เน้นไปที่การสร้างตึก ซ่อมอาคาร เช่ารถ เหลือเงินไว้ใช้ทำงานจริง 20% แล้วดันเอาไปใช้กับโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก

และทั้งหมดนี้นำมาสู่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดนั่นคือ องค์กรอิสระทั้งหมดกำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาพร้อมกัน แถลงอะไรออกมา อมพระมาพูดประชาชนก็ไม่เชื่อ ดังนั้นตนขอเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดในการใช้งบประมาณ ให้มีดัชนีชี้วัดที่องค์กรอิสระภายนอกเป็นคนตรวจสอบ และบรรจุเป็น KPI ของทั้ง กกต. ป.ป.ช. และ สตง. รวมถึงขอให้ชะลอการสร้างอาคารต่างๆ เพื่อลดงบผูกพัน ลดกิจกรรมเปลี่ยนเป็นวัดผลลัพธ์เชิงคุณภาพ และทำข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ให้ประชาชนสามรถตรวจสอบได้

7/1 แก้ไขแล้ว

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะที่ได้ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระต่างๆ มานาน จะเห็นได้ว่าปัญหาวิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นใน กกต. ป.ป.ช. และ สตง. ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณที่มีรายละเอียดซับซ้อนและบางครั้งดูเหมือนไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของภารกิจหลัก จากข้อมูลที่เปิดเผย งบประมาณกว่า 7,352 ล้านบาทถูกจัดสรรไปในส่วนของค่าสวัสดิการและเงินเดือนบุคลากรเกินกว่าร้อยละ 70 ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไปกับพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงการลงทุนในโครงการก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น อาคารของ ป.ป.ช. ที่มีสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแต่ยังไม่แล้วเสร็จ และบางอาคารของ สตง. ที่ถูกปล่อยร้างและกลายเป็นที่ถ่ายทำคอนเทนต์ไวรัล สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ เท่าที่ประสบด้วยตนเองในฐานะผู้ติดตามข่าว พบว่าการตั้งงบประมาณผูกพันก่อสร้างอาคารใหม่ในทุกจังหวัด และการจัดสรรงบประมาณบางส่วนไปยังโครงการที่ไม่ได้เน้นผลลัพธ์หรือภารกิจหลักเช่น การจัดกิจกรรม กิจกรรมอบรมที่วัดผลได้ยาก ยิ่งส่งผลให้เกิดความไม่โปร่งใสและใช้จ่ายในสิ่งที่ผู้เสียภาษีอาจไม่เห็นประโยชน์โดยตรง ข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การวางระบบการตรวจสอบภายนอกและกำหนด KPI ที่ชัดเจนเพื่อวัดผลลัพธ์ขององค์กรอิสระ ทั้งในด้านการบริหารงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของภารกิจที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้การเปิดเผยข้อมูลแบบ Open Data จะช่วยให้ประชาชนและสื่อสามารถตรวจสอบ ตรวจวัดความโปร่งใสและความรับผิดชอบได้อย่างแท้จริง โดยสรุปจากประสบการณ์ส่วนตัวและการศึกษาข้อมูล พบว่าองค์กรอิสระทั้งสามจำเป็นต้องประเมินภารกิจและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ลดความฟุ่มเฟือย และเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในประชาชนผ่านความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงานจริง ซึ่งจะนำไปสู่การฟื้นฟูศรัทธาในการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ได้ในระยะยาว