‘ช่อ พรรณิการ์‘ เผย ‘กลุ่มไอโอทหาร‘ และ ’ฝ่ายอนุรักษ์นิยม‘ แพร่เฟคนิวส์ ปลุกปั่น-ดิสเครดิตที่ต่ำทราม มักง่าย ช่วงใกล้เลือกตั้ง! ยัน ไม่เคยพูด ทหารต้องกางแผนที่เปิดเผยแผนการรบ
วันที่ 20 ธ.ค.68 นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า โพสต์ x
“มีการเผยแพร่ข้อความทำนองนี้กันมากในกลุ่มไอโอทหาร และฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงนะคะ ดิฉันไม่เคยพูดว่าทหารต้องกางแผนที่เปิดเผยแผนการรบ และที่สำคัญ วันที่ 17 ธ.ค. ดิฉันไม่ได้ออกรายการใดๆ
ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการความมั่นคง ดิฉันทราบข้อมูลอ่อนไหวหลายประการ และเคยพูดในหลายวาระโอกาส หลายสื่อ ว่ารายละเอียดการรบหลายๆ อย่าง ดิฉันพูดไม่ได้ เพราะกระทบความมั่นคง ฝ่ายกัมพูชาจะทราบข้อมูล
ประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์แล้วถูกนำไปบิดเบือน คือการวิจารณ์รัฐบาลว่าเวลาบอกให้รบให้จบๆ แผนคืออะไร จะรบไปถึงจุดไหนที่จะจบ ถึงพนมเปญหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดยืนเชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องตัดสินใจและบอกต่อประชาชน ไม่ใช่ข้อมูลยุทธการ/ยุทธวิธีการรบของทหาร
ใกล้เลือกตั้งเราจะเห็นอะไรแบบนี้มากขึ้น ฝากพี่น้องประชาชนช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อการปลุกปั่นและการดิสเครดิตที่ต่ำทราม มักง่าย ปราศจากหลักฐานแบบนี้เลยค่ะ”
ต่อมา โพสต์เพิ่มพร้อมคลิป ระบุ
“"ไม่ได้บอกว่าให้บอกยุทธวิธีให้ละเอียด ไม่อยากรู้อยู่แล้ว จะไปบอกกัมพูชาให้รู้ด้วยทำไม"
พรรณิการ์ วานิช
รายการถกไม่เถียง ช่อง 7
14 พ.ย. 2025
คนที่เอาไปปั่น ตัดไปเฉพาะท่อนแรก ซึ่งห่างกันเพียง 2 วินาที แปลว่าตั้งใจบิดเบือน 100% วันจันทร์ไปแจ้งความค่ะ”
Cr.สรยุทธกรรมกรข่าว
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง มักจะมีการเผยแพร่ข้อมูลปลอมหรือเฟคนิวส์ที่มุ่งเป้าเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนในสังคม กรณีของนางสาวพรรณิการ์ วานิช ที่ถูกกล่าวหาผิดๆ ว่าให้ทหารเปิดเผยแผนการรบ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปลุกปั่นข้อมูลที่ไร้หลักฐานและมีเจตนาสร้างความเข้าใจผิด พรรณิการ์ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการความมั่นคงได้ออกมาอธิบายว่าเธอไม่เคยพูดให้ทหารเปิดเผยหรือกางแผนยุทธวิธีการรบตามที่ถูกกล่าวอ้าง โดยข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปตัดต่อและบิดเบือนจากคำพูดในรายการ "ถกไม่เถียง" ช่อง 7 ซึ่งเธอได้ออกมาแสดงความชัดเจนว่าเนื้อหาที่ถูกส่งต่อกันนั้นเป็นการตัดต่อที่มีเจตนาชัดเจนในการทำลายความน่าเชื่อถือ ในสถานการณ์เช่นนี้ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ต่อเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบุคคลและองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ สื่อมวลชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรตระหนักและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาข้อมูลเท็จที่เกิดขึ้นในสังคม สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและมีความโปร่งใส รวมทั้งการตั้งคำถามและวิเคราะห์ก่อนแชร์ข้อมูล สามารถช่วยลดโอกาสในการหลงเชื่อข่าวปลอมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญอย่างช่วงเลือกตั้งที่มีความละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาธิปไตย สุดท้าย การแจ้งความและดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนอย่างจงใจถือเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันการกระทำที่ไม่ถูกต้องในพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงจริง ไม่ใช่ข่าวลวงที่สร้างความแตกแยกและความหวาดกลัว