‘ณัฐพงษ์’ ฉะ ‘รัฐบาลภูมิใจไทย’ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้ง 5 กลุ่มแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ลงตัว แต่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ ลั่น ฟังแถลงนโยบายจบ มองไม่เห็นความหวังในอนาคต ไม่มีความชัดเจนแก้วิกฤติ ไม่ได้เลือกปกป้องประชาชน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ข้างตัวเองก่อน ฉะ ‘เพื่อไทย’ ขายวิญญาณร่วมรัฐบาลไร้อำนาจต่อรอง ทำ ‘จุลพันธ์’ ประท้วงวุ่น จี้ถอนคำพูดทำเสียหาย สุดท้าย ‘เท้ง’ ยอมเปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม”

วันที่ 9 เม.ย.69 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นคนแรก ว่า ขอเริ่มอภิปรายด้วยการชักชวนให้ทุกคนตั้งคำถาม หลังจากฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลจบแล้วรู้อย่างไร มีความหวัง มองเห็นอนาคตของตนเองควบคู่กับอนาคตของประเทศ ที่นายกรัฐมนตรีถ่ายให้เราเห็นหรือไม่ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร

การอภิปรายของตนต่อจากนี้ เป็นข้อสังเกตที่อยากตั้งข้อสังเกตต่อคำ แถลงนโยบายของรัฐบาลที่อาจจะทำให้ทุกคนรู้ถึงสาเหตุมากยิ่งขึ้น ตนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่ได้มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้ สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาบน สภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ ที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างลงตัว เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้แบ่งกันบูรณาการ การบริหารราชการแผ่นดินออกเป็นห้ากลุ่มคลัสเตอร์แต่ไม่ได้เป็นห้ากลุ่มที่บริหารราชการแผ่นดินแบบที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไป แต่เป็น ห้ากลุ่มของกลุ่มอำนาจ ที่เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว

4/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากฟังอภิปรายของ ‘ณัฐพงษ์’ ที่วิจารณ์แผนนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทย ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าในระบบการเมืองไทยปัจจุบัน การบริหารอำนาจที่เข้มข้นและการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์มักจะมาพร้อมกับการละเลยเสียงของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจริงๆ การที่รัฐบาลชุดนี้ถูกมองว่าคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จในทุกฝ่าย รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ แม้จะช่วยให้เกิดเสถียรภาพในทางการเมือง แต่ก็อาจนำมาซึ่งความไม่สมดุลและปัญหาในการแก้ไขวาระชาติที่ประชาชนรอคอย ตรงนี้ค่อนข้างสะท้อนความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นความโปร่งใสและความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม เช่น วิกฤติเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความเสมอภาคทางสังคม แต่สิ่งที่เห็นจากการแถลงนโยบายกลับไม่ตอบโจทย์เหล่านี้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การที่ ‘เพื่อไทย’ ถูกวิจารณ์ว่าขายวิญญาณร่วมรัฐบาล และความวุ่นวายในการประท้วงภายในกลุ่มการเมือง ยังสะท้อนถึงความขาดแคลนอำนาจต่อรองและความจริงใจที่มีต่อประชาชน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ติดตามข่าวและเหตุการณ์ทางการเมือง ผมคิดว่าสิ่งที่หลายคนต้องการมากที่สุดคือความจริงใจในการสื่อสารและนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ การสร้างงานและพัฒนาระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ง่าย การแก้ปัญหาการศึกษาให้เท่าเทียม รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดสรรอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของกลุ่มอำนาจเหล่านี้ ท้ายที่สุด รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นและชัดเจนยิ่งขึ้นในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อทำให้สมการการบริหารประเทศไม่ใช่แค่การแบ่งผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความผูกพันและความหวังของคนในสังคมไทยทั้งหมด