21 มิถุนายน2569

‘ทรัมป์’ ประกาศไม่เก็บค่าผ่านทาง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ 60 วัน ช่วงหยุดยิง แต่ สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภายหลัง หากข้อตกลงไม่สำเร็จ

เวลา 02.15 น.ตามเวลาในประเทศไทย ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความระบุว่า จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง (Tolls) ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 60 วัน ตลอดช่วงเวลาการหยุดยิง (Cease Fire Period) ที่กำลังดำเนินอยู่

ทรัมป์ระบุว่า หลังครบกำหนด 60 วันแล้ว จะยังไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีที่มีการกำหนดโดยสหรัฐอเมริกา หากข้อตกลงที่เกี่ยวข้องไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้

ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” หรือ “Guardian Angel” ให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางมาโดยตลอด และหากมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางในอนาคต ก็อาจเป็นไปเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจากภารกิจที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

“จะไม่มีค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 60 วันในช่วงหยุดยิง และจะไม่มีค่าผ่านทางหลังจากนั้น เว้นแต่จะมีการกำหนดโดยและเพื่อสหรัฐอเมริกา หากข้อตกลงไม่แล้วเสร็จ”

#ข่าว

#ข่าววันนี้

#ข่าวtiktok

#ทรัมป์

#ทรัมป์ล่าสุด

6/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าจะไม่เก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 60 วันของการหยุดยิงถือเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก การห้ามเก็บค่าผ่านทางในช่วงเวลานี้จึงช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจรจาหาข้อยุติในการหยุดยิง จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าการที่สหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” หรือ “Guardian Angel” ในตะวันออกกลางนั้น สะท้อนถึงบทบาทที่ซับซ้อนของสหรัฐฯ ในการดูแลรักษาความสงบและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ แม้จะมีค่าผ่านทางที่อาจถูกเรียกเก็บภายหลัง แต่การงดเก็บค่าช่วงหยุดยิงก็เป็นสัญญาณที่ดีของความร่วมมือระหว่างประเทศและการสร้างความเชื่อใจ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าข้อตกลงจะเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ เพราะหากไม่สำเร็จ ค่าผ่านทางอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันทั่วโลก สำหรับผู้ติดตามข่าวสารในไทยและทั่วโลก ควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในด้านราคาน้ำมัน วิกฤติการประมง และความมั่นคงทางทะเล รวมถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการดูแลเสถียรภาพภูมิภาคที่ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง