12 ก.ค.69

’IRGC’ ประกาศปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ชั่วคราว ห้ามเรือทุกลำผ่าน จนกว่าสหรัฐฯ ยุติการแทรกแซง

เวลา 05.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) รายงานว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC Navy) ประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง”

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐอิหร่าน IRIB ระบุว่า IRGC Navy ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ รวมถึงความพยายามกำหนดเส้นทางเดินเรือที่อิหร่านมองว่า “ผิดกฎหมาย” ภายในช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ระบุว่า มีเรือหลายลำเพิกเฉยต่อคำเตือนให้ปรับเส้นทางและกลับเข้าสู่เส้นทางเดินเรือที่ได้รับอนุมัติ โดยมีเรือลำหนึ่งปิดระบบติดตามและการสื่อสาร จนถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทางทะเล ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยิงเตือนและเข้าหยุดเรือลำดังกล่าว

IRGC Navy ยังประกาศว่า จะไม่อนุญาตให้เรือลำใดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการแทรกแซงในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังเตือนด้วยว่า หากมีการโจมตีหรือการละเมิดครั้งใหม่ จะตอบโต้ด้วยกำลังอย่างรุนแรง รวมถึงการโจมตีฐานที่มั่นแห่งใหม่ของฝ่ายที่อิหร่านระบุว่าเป็น “ศัตรู” ในภูมิภาค

7/12 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์และการติดตามข่าวสารในสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ เราจะเห็นว่าสถานการณ์นี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังมีผลโดยตรงต่อการค้าทางทะเลและราคาน้ำมันโลกอีกด้วย ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันดิบจากประเทศในตะวันออกกลางเข้าสู่ตลาดโลก การปิดช่องแคบนี้โดย IRGC Navy ของอิหร่านเป็นครั้งแรกที่ประกาศในลักษณะชั่วคราวแต่ชัดเจนซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดการค้าและการเดินเรืออย่างมาก ที่สำคัญ IRGC มีความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในพื้นที่นี้ ซึ่งสะท้อนจากการแถลงการณ์ไม่อนุญาตให้เรือผ่านและการเตรียมตัวตอบโต้การโจมตีหรือการละเมิดพื้นที่ด้วยกำลังอย่างรุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของอิหร่านในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางทะเลโดยเด็ดขาด ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวสารนี้อย่างใกล้ชิด ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของเส้นทางขนส่งน้ำมัน และความจำเป็นที่ชุมชนโลกต้องจับมือกันหาทางออกร่วมในการแก้ไขความขัดแย้งนี้อย่างสันติ เพื่อป้องกันการลุกลามหรือวิกฤตการณ์ที่รุนแรงขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรับฟังข้อมูลจากหลายฝ่ายอย่างรอบด้านจะช่วยให้เราเข้าใจบริบทความขัดแย้งและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูมิภาคและโลกได้ดียิ่งขึ้น