นายกอนุทินร้องเพลงที่จีน

‘ทูตรัศม์’ โพสต์ ‘อนุทิน’ เชยมาก! ร้อง ’เถียนมี่มี่‘ ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันกับ ‘นายกฯ จีน’ ถาม ทีมงานที่ไปด้วย ทำไมไม่มีใครมีความรู้เรื่องเพลงนี้

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูต และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างประเทศ โพสต์ผ่านเพจ ‘ทูตนอกแถ’ ระบุ

“คือเชยมากครับ

ถ้าพอจะมีความรู้ควรรู้ว่า ทางการจีนนั้น ไม่ใช่ว่าเพลงจีนอะไรเขาจะต้องชอบหมด

เพลง เถียนมี่มี่ (Tiánmìmì) ประพันธ์คำร้องโดย จวงหนู (Zhuang Nu) นักแต่งเพลงชาวไต้หวันชื่อดัง โดยนำทำนองดั้งเดิมมาจากเพลงพื้นเมืองของอินโดนีเซียที่มีชื่อว่า "Dayung Sampan" และขับร้องจนโด่งดังไปทั่วโลกโดยนักร้องระดับตำนาน เติ้งลี่จวิน (Teresa Teng)

ไต้หวันก็เหมือนหนามยอกอกของจีน และทางการจีนเขาแอนตี้เพลงของไต้หวัน โดยเฉพาะเพลงที่เขามองว่ามีส่วนสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน

จำได้ว่าเคยมี รอง นรม.จีนคนหนึ่งมาเยือนไทยเมื่อราว 20 ปีก่อน ฝ่ายไทยก็อยากเอาใจ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำทางการเลยจัดเพลงจีนดังๆมาให้หลายเพลง แต่ดันเป็นเพลงไต้หวัน รวมทั้งเถียน มี่มึ่ นี่ด้วย

ปรากฏสักพัก รอง นรม.จีนลุกขึ้นขอตัวเดินกลับออกจากงานเลย

คราวนึ้ผู้นำไทยเอาไปร้องในงานทางการที่จีน มันก็แสดงถึงความอ่อนด้อยความรู้ โดยเฉพาะทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งทางการจีนเขาก็คงกระอักกระอ่วนแต่คงไว้หน้า และให้อภัยในความเปิ่นไม่รู้ของฝ่ายไทย

คงเพียงแต่นึกด่าในใจ

และทั้งทีมงานที่ไปด้วย ไม่มีใครมีความรู้แค่นี้เลยหรือไง ?”

7/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวในการเข้าร่วมงานทางการทูต ผมเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายกอนุทินที่ร้องเพลงเถียนมี่มี่ในงานเลี้ยงที่จีน สะท้อนถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและการเมืองอย่างลึกซึ้งก่อนลงมือแสดงออกในเวทีสาธารณะ เพลงเถียนมี่มี่ แม้จะดูเหมือนเป็นเพลงจีนทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วมีรากฐานทางการเมืองที่ซับซ้อน เนื่องจากต้นกำเนิดและความเชื่อมโยงกับไต้หวันซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ การร้องเพลงนี้ในงานทางการเป็นเหมือนการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดซึ่งอาจทำให้คู่เจรจารู้สึกไม่สบายใจ หรือแม้กระทั่งเสียหน้า ผมจึงมองว่าทีมงานที่จัดงานหรือเตรียมการให้ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเพลงดังกล่าวและความละเอียดอ่อนทางการเมืองอย่างรอบคอบ และควรเลือกเพลงที่เหมาะสมกับบริบทและวัตถุประสงค์ของการพบปะระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มการฝึกอบรมด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและทีมงาน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างไม่จำเป็น สุดท้าย ผมอยากย้ำว่าในโลกยุคปัจจุบันที่การสื่อสารและการเมืองพันกันอย่างลึกซึ้ง ความรู้และความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามหากต้องการให้การติดต่อระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ