14 ส.ค.69

ครั้งแรก! ‘นายกฯ อนุทิน’ เป็นประธานงานพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรม ’เกรียง กัลป์ตินันท์‘ ขณะ ‘4 นายกฯ’ พบหน้าครั้งแรกพร้อมเพรียง ‘อนุทิน-ทักษิณ-แพทองธาร-สมชาย’ สส.ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ร่วมงานแน่น

เวลา 18.30 น. วันที่ 14 ส.ค. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ถนนบูรพาใน บ้านดู่ จังหวัดอุบลราชธานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการบำเพ็ญกุศล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 13-15 ส.ค. โดยวันที่ 14 ส.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย

โดยทันทีที่นายอนุทินเดินทางถึง นายอนุทิน ได้กราบเคารพศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย ก่อนเป็นประธานจุดธูปเทียนพระพุทธและฟังสวดพระพิธีธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงาน

เป็นการพบกันของ 4 นายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน ไหว้ทักทายนายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ อย่างเป็นกันเอง โดยนายอนุทินได้นั่งข้างนายทักษิณ และถัดไปเป็นน.ส.แพทองธาร ซึ่งมีการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง มีบางจังหวะทั้งคู่พูดคุยอย่างยิ้มแย้ม ท่ามกลางการจับตาของคอการเมืองที่ติดตามถึงการพบกันครั้งแรก ภายหลังนายทักษิณได้รับการปล่อยตัว ซึ่งภายในงานมี สส. และสมาชิกพรรคของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยร่วมงานอย่างเนื่องแน่น

1 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในฐานะที่ได้ติดตามข่าวสารการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์พบกันครั้งแรกของ 4 นายกรัฐมนตรีที่งานพระพิธีธรรมเพื่อสวดพระอภิธรรมให้นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจับตามองและสะท้อนบรรยากาศทางการเมืองในแง่มุมที่นอกเหนือจากการเมืองเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มาทำหน้าที่ประธานในงานสวดอภิธรรมของอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย นั้นนับเป็นโอกาสสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันเหนียวแน่นในพรรคร่วม และขณะเดียวกันยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง เมื่อทั้ง 4 นายกฯ อย่างนายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มาพบและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังสามารถสร้างความสามัคคีได้ในช่วงสถานการณ์พิเศษ เช่น งานพระอภิธรรม ถึงแม้จะมีความเห็นหรือแนวทางการเมืองที่แตกต่างกันมาก่อน และสิ่งนี้ก็ช่วยสร้างความหวังให้กับผู้ที่ติดตามและสนใจการเมืองไทยว่าอนาคตอาจมีการประสานงานหรือปรองดองทางการเมืองเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ การมี ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมาร่วมงานอย่างเนืองแน่นก็สะท้อนถึงความร่วมมือและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ที่เปรียบเสมือนเสาหลักของประชาธิปไตยในประเทศไทย ทั้งนี้ การกลับมาของอดีตนายกรัฐมนตรีและการได้พบหน้าในงานเหมือนครั้งนี้ ยังมีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน ที่ต้องการเห็นภาพความสงบสุขและการทำงานร่วมกันของผู้นำในประเทศ ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมเองรู้สึกว่าความเคารพและความสามัคคีเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดทางให้กับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการเมืองย่อมมีความขัดแย้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในบางช่วงเวลาที่เหมาะสม การร่วมมือร่วมใจกันก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งนี้ เหตุการณ์ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าแม้ทางการเมืองจะมีการแข่งขันและความเห็นต่างกันได้ แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความเข้าใจและความร่วมมือกันในระดับผู้นำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการเห็นอย่างแท้จริงในอนาคต