คนละครึ่งพลัส | สแกนจ่าย

แต่รับเป็นเงินสดได้หรือไม่

ในแบบฉบับศาสนาอิสลาม

วิธีการดำเนินโครงการ

ภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ

ร้อยละ 50 ทั้งนี้ ไม่เกิน 200 บาท

ต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 2,400 บาท ต่อคนตลอดระยะเวลาโครงการ

วิธีการได้เงินสดโดยไม่ซื้อสินค้าจริง

มี 2 กรณี

1. ฝ่ายผู้ซื้อมีเงินในบัญชี G Wallet

ฝ่ายผู้ซื้อสแกนจ่ายเงิน 400 บาท

(ผู้ซื่อจ่าย 200 บาทจากบัญชี

G Wallet และภาครัฐจ่าย

สมทบ 200 บาท)

โดยไม่ได้ซื้อสินค้าจริงจากผู้ประกอบการ หลังจากนั้นผู้ประกอบการก็จะ

ให้เงินสดแก่ฝ่ายผู้ซื้อ

จำนวน 380 บาท (หรือแล้วแต่ตกลง)

สรุปคือ ฝ่ายผู้ซื้อได้เงินมา 180 บาท (จากเงินสมทบของภาครัฐ) และ

ฝ่ายผู้ประกอบการได้เงินฟรี 20 บาทโดยไม่ได้ขายสินค้า

2. ฝ่ายผู้ซื้อไม่มีเงินในบัญชี G Wallet

ผู้ประกอบการโอนเงินเข้าบัญชีฝ่าย

ผู้ซื้อ 200 บาท และฝ่ายผู้ซื้อก็สแกนจ่ายเงิน 400 บาทโดยไม่ได้ซื้อสินค้าจริงจากผู้ประกอบการ หลังจากนั้น

ผู้ประกอบการก็จะให้เงินสดแก่ฝ่าย

ผู้ซื้อ 180 บาท (หรือแล้วแต่ตกลง)

สรุปคือ ฝ่ายผู้ซื้อได้เงินมา 180 บาท (จากเงินสมทบของภาครัฐ) และ

ฝ่ายผู้ประกอบการได้เงินฟรี 20 บาทโดยไม่ได้จำหน่ายสินค้าจริง

ทำได้หรือไม่

หากพิจารณาจะเห็นได้ว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว ผิดตามหลักการอิสลามดังนี้

1. ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือผิดสัญญา

ตามที่ภาครัฐระบุอย่างชัดเจนว่า เงื่อนไขของเงิน 200 บาทนั้นคือ

ภาครัฐช่วยจ่ายเมื่อฝ่ายผู้ซื้อซื้อสินค้า 400 บาท ภาครัฐก็จะจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง นั่นคือ 200 บาท หากไม่มีการซื้อขาย ภาครัฐก็จะไม่จ่ายเงินส่วนนี้

เมื่อบุคคลใดสมัครเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผู้ซื้อหรือฝ่ายผู้ประกอบการ ก็หมายความว่า

ผู้นั้นยอมรับในเงื่อนไขดังกล่าว และภาครัฐก็ไม่ได้บังคับให้ใครเข้าร่วมโครงการ ฉะนั้น เมื่อสมัครแล้วก็ต้องทำตามเงื่อนไข การทำผิดเงื่อนไขซึ่งเป็นสัญญา ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดตามหลักการอิสลาม

อัลลอฮฺตรัสว่า

‎يَاأَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَوْفُوا بِالْعُقُودِ

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา เจ้าพวกจงรักษาสัญา” [อัล-มาอิดะฮฺ, 5 : 1]

2. คดโกง

ดังที่ภาครัฐระบุในวิธีการดำเนินโครงการนี้ว่า ภาครัฐจะจ่ายเมื่อมีการซื้อขาย แต่การกระทำดังกล่าวไม่มีการซื้อขายจริง และผิดจากเจตนารมณ์ของภาครัฐ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

‎«لَيْسَ مِنَّا مَنْ غَشَّ»

“ผู้ใดที่คดโกง ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของเรา”

[บันทึกโดยอบูดาวูด, เลขที่ : 3452]

อิมามอัช-ชาฟิอีย์กล่าวว่า

‎وَالْحَرَامَ فِي بِلَادِ الْإِسْلَامِ حَرَامٌ فِي بِلَادِ الْكُفْرِ

“อะไรที่เป็นที่ต้องห้ามในประเทศที่เป็นอิสลาม ก็เป็นที่ต้องห้ามในประเทศที่ไม่ได้เป็นอิสลามเช่นกัน” [อัล-อุม, 7/375]

และในทางกฎหมายบ้านเมืองการ

กระทำในลักษณะข้างต้นถือว่าผิดกฎหมาย โดยมีโทษดังนี้

สำหรับประชาชน (ผู้ใช้สิทธิ์):

- ถูกระงับสิทธิ์การใช้งานทันทีและถาวร

- อาจถูกเรียกคืนเงินส่วนที่รัฐบาลช่วยจ่ายไป

- อาจมีโทษทางอาญาจากการกระทำความผิดทางกฎหมายในบางกรณี

สำหรับร้านค้าที่ร่วมโครงการ:

- ถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ และอาจถูกดำเนินคดี

- อาจถูกเรียกคืนเงินที่ร้านค้าได้รับจากรัฐบาล

มุสลิมที่ดีไม่ใช่แค่รักษากฎของอัลลอฮฺเท่านั้น แต่ต้องรักษากฎของสังคมด้วย ตราบใดที่กฎนั้นไม่ได้ผิดหรือแย้งกับกฎของอัลลอฮฺ

เครดิตเนื้อหา : เพจ Faisal Alhadi

#Chomdada #ขึ้นฟีดเถอะ #อิสลามคือการตักเตือน #อิสลามคือศาสนาของฉัน #ศาสนาอิสลาม

2025/11/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป โดยภาครัฐร่วมจ่าย 50% ของราคาสินค้า ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 2,000–2,400 บาทตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้บริโภคในช่วงเวลาที่มีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่ผู้ใช้สิทธิ์พยายามได้รับเงินสดโดยไม่ซื้อสินค้าจริง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับเงื่อนไขของโครงการและหลักศาสนาอิสลาม การสแกนจ่ายเงินโดยไม่มีการซื้อสินค้าแท้จริงเป็นการผิดเงื่อนไขโครงการที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ภาครัฐจะช่วยจ่ายเฉพาะกรณีที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นจริงตามยอดที่กำหนด การได้รับเงินสดจากผู้ประกอบการหลัง การสแกนจ่ายโดยไม่ซื้อสินค้าจริงจึงนับเป็นการผิดสัญญาและคดโกง ซึ่งถือว่าผิดตามหลักการอิสลามอย่างที่อัลกุรอานตรัส "โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา เจ้าพวกจงรักษาสัญา" และคำสอนของท่านนบีที่สอนว่า "ผู้ใดที่คดโกง ผู้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของเรา" นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังมีผลทางกฎหมายอย่างรุนแรง เช่น การถูกระงับสิทธิ์ใช้โครงการถาวร การเรียกคืนเงินที่ได้รับจากรัฐ และอาจถูกดำเนินคดีอาญา ซึ่งทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความตรงไปตรงมาของโครงการ สำหรับพี่น้องมุสลิมที่เข้าร่วมโครงการหรือรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ การปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการและหลักศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้โครงการสังคมและส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความเป็นมุสลิมที่ดี ที่คำนึงถึงทั้งกฎของอัลลอฮฺและกฎของสังคมอย่างสมดุล หากสงสัยควรขอคำชี้แนะจากผู้รู้หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความถูกต้องและการดำเนินชีวิตตามรอยเท้าศาสนาอย่างแท้จริง