‘อนุทิน’ ยัน ไม่รู้จัก-ไม่สนิท ‘เจ๊เอ๋’ ไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์ เคยเจอตอนน้ำท่วมแค่ครั้งเดียว หลัง ‘เจ๊เอ๋’ บอกยกหูหา ’อนุทิน‘ แค่กริ๊งเดียว ลูกชายนักกีฬายิงปืนได้ ’ใบ ป.3‘ ชี้ ไม่ได้ทำให้ ไม่จำเป็นต้องแจ้งความ

วันที่ 15 มี.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นางสาวณัฐฐารินทร์ เกษมสารพิพัฒน์ หรือ ‘เจ๊เอ๋’ ให้สัมภาษณ์ในรายการดังว่า เจ้าตัวยกหูโทรศัพท์หานายอนุทินแค่กริ๊งเดียว แล้วลูกชายที่เป็นนักกีฬายิงปืนได้ใบ ป.3 ทันที หลังก่อนหน้านั้นนายอำเภอไม่ยอมเซ็นให้ โดยนายอนุทินยืนยันว่า ตนเองไม่รู้จักหรือสนิทกับ ‘เจ๊เอ๋’ เป็นการส่วนตัว และไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์

นายอนุทิน กล่าวว่า เคยเจอเจ๊เอ๋แค่ครั้งเดียว ไม่มีประเด็นอะไร แต่เรื่องปืนไม่เกี่ยวแน่นอน

ส่วนจำเป็นต้องเบรกเจ๊เอ๋หรือไม่ เพื่อไม่ให้ไปแอบอ้าง นายอนุทินหันมาตอบว่า ”ผมไม่ได้รู้จักเขา“

เมื่อถามต่อว่า การที่เจ๊เอ๋ไปอ้างแบบนี้ ทำให้นายกฯ เสียหายหรือไม่ นายกฯ หันมาถามผู้สื่อข่าวว่า ”เสียหายได้ยังไง ผมไม่ได้ทำ ก็พูดอยู่ และไม่จำเป็นต้องไปเคลียร์หรือแจ้งความกลับ”

ก่อนขึ้นรถนายอนุทินหันมาบอกว่า “เขาห้ามไม่ให้พกปืน ไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตพกปืน หรือให้พก ทุกวันนี้หากใครพกปืนออกนอกเคหะสถานโดยไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ผิดกฎหมายหมด”

3/16 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ได้รู้จักหรือสนิทกับ‘เจ๊เอ๋’ รวมถึงยืนยันว่าเรื่องใบอนุญาตพกปืนของลูกชายนักกีฬายิงปืนนั้น ไม่มีการเกี่ยวข้องกับตนเองหรือการใช้อิทธิพลแต่อย่างใด ถือเป็นความชัดเจนที่ช่วยลดความเข้าใจผิดในสังคมได้มาก ในมุมของผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตพกปืน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุมัติจากหน่วยงานรัฐอย่างเข้มงวด การได้รับใบอนุญาต ป.3 นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และมีกฎหมายควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการใช้ปืนในทางที่ผิดกฎหมาย ผมเองได้ยินเรื่องนี้แล้วคิดว่าสังคมควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้อง เพราะหากมีการแอบอ้างในลักษณะนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบุคคลได้มาก อีกทั้งนายอนุทินยังกล่าวย้ำว่าในปัจจุบันเจ้าหน้าที่หรือบุคคลทั่วไปที่ไม่มีสิทธิพกปืนจะถือว่าผิดกฎหมายทันทีหากพกปืนออกนอกเคหสถาน ซึ่งเป็นการย้ำกฎหมายที่มีความเข้มงวด และการรักษาความปลอดภัยในสังคมอย่างแท้จริง จึงเห็นได้ว่า การเคลียร์เรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจนจากนายกรัฐมนตรีเอง ถือเป็นการตอบโจทย์ความสงสัยในประเด็นที่สังคมสนใจ และย้ำให้เห็นถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานเกี่ยวกับใบอนุญาตพกปืน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการควบคุมด้วยความรอบคอบ ด้วยประสบการณ์ของผม เชื่อว่าเรื่องนี้ควรมุ่งสู่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ให้ข้อมูลเท็จหรือการแอบอ้างเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งหรือความเข้าใจผิดในสังคม เพราะทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมภายใต้กฎหมายและข้อเท็จจริงที่ชัดเจน