ข่าวต่อจากโพสก่อน
ส่วนเอกสารที่เผยแพร่ของอธิบดีว่า ไม่สามารถสนองงานทางการเมืองได้นั้นมองอย่างไร นายสุริยะกล่าวว่า ”บอกว่ามันมีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ผมไปบีบอะไรท่าน ให้ท่านชี้แจงมา ถ้าตนทำไม่ถูกต้องก็ชี้แจงมา แต่ถ้าท่านเสนอสิ่งที่เป็นเท็จ ผมคิดว่าตอนนี้ผมเสียหาย และผมจะคิดว่าการแถลงวันนี้ ถ้าท่านยังไม่หยุด ผมก็จะดำเนินการฟ้องคดี และถ้าท่านเองเห็นว่าผมทำไม่ถูกต้อง ท่านก็ฟ้องคดีผมได้“
นายสุริยะกล่าวอีกว่า ตอนที่ตนไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วงที่ผ่านมา ก็มีรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพรรคภูมิใจไทยอยู่ ก็คือท่านสราวุธ ตนเองก็ไม่ได้โยกย้ายอะไร กรมทางหลวงชนบทก็อยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นเรื่องล้างบางไม่มี ข้าราชการทุกคนเขาทำตามนโยบายของผู้บริหาร รัฐมนตรีอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นมืออาชีพ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร รัฐมนตรีมีนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ต่อกระทรวงและประเทศชาติ เขาก็สนองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตนไม่จำเป็นต้องไปย้ายใครว่าเป็นคนของพรรคนั้นพรรคนี้
สำหรับกรณีนายราเชน ติดต่อไปยังพรรคกล้าธรรม มองว่าเป็นเรื่องของการเมืองกับการเมืองหรือไม่นั้น นายสุริยะยืนยันว่า นายราเชน เป็นคนบอกว่าย้ายก็เพราะเรื่องของการที่หลานไม่นัดพบ เขาไปสรุปเอาตรงนั้ นเอง เพราะฉะนั้น ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเมืองเลย ใครจะทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ตนยืนยันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรมหรืออะไรต่างๆ
ส่วนที่นายราเชนมีการพูดถึงเรื่องของงบประมาณที่มีการเรียกไปคุยงบประมาณก่อนการโปรดเกล้าฯ นั้น นายสุริยะชี้แจงว่า ตามปกติ ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร รัฐมนตรีท่านเดิม คือท่านธรรมนัสก็มีนโยบายของท่าน และเสนองบประมาณอยู่ แต่พอตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่วทางสำนักงบฯ บอกว่าให้มาดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ในการปรับปรุงอะไรหรือเปล่า ดำเนินการตามนโยบายหรือเปล่า ซึ่งที่สุดก็ยืนยันไปตามเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย
เมื่อถามย้ำว่า ที่ขอดูงบประมาณก่อนเข้ารับตำแหน่ง เป็นเหตุการณ์ก่อนหรือหลังการโปรดเกล้าฯ เพราะนักวิช าการก็ตั้งคำถามว่าการคุยก่อนโปรดเกล้าฯ อาจจะส่อผิดจริยธรรมหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า เรายังไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงเลย เตรียมตัวก่อนหรือหลังโปรดเกล้าฯ มันไม่ใช่ เพียงแต่จะดูว่าเป็นอะไรบ้าง ที่เสนอมาเป็นอย่างไร แต่ว่าถ้าเกิดจะมีการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอะไร ก็ต้องหลังโปรดเกล้าฯ เรื่องนี้ก็เป็นการแนะนำจากสำนักงบประมาณ
ผู้สื่อข่าวถามว่า อย่างเมื่อวานนี้ ได้เจอนายราเชนในที่ประชุมงบประมาณด้วย มีโอกาสได้พูดคุยกับนายราเชนหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า เมื่อวานก็คงเห็นว่าการประชุม มีเจ้าหน้าที่มาเป็นจำนวนมากมาย และตนเองก็เคยพูดกับสื่อมวลชนอยู่แล้วว่า หากนายราเชนมีอะไรที่ไม่สบายใจ ห้องของตนก็เปิดตลอดเวลา
หลังแถลงเสร็จ นักข่าวถามอีกว่า เตรียมโยกย้ายคนที่ใกล้เกษียณอีกหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า ต้องยอมรับว่า อย่างกรมปศุสัตว์ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานของปศุสัตว์เข้ามาเฉพาะด้าน แต่ทางฝนหลวงไม่มีความชำนาญเป็นพิเศษ
จากประสบการณ์ที่ติดตามข่าวสารการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน ผมเห็นว่าสิ่งที่นายสุริยะกล่าวย้ำเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะคำพูดเกี่ยวกับการสนองงานทางการเมืองและการโยกย้ายข้าราชการนั้น ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการ โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการเรียกดูงบประมาณก่อนการโปรดเกล้าฯ นั้น ผมมองว่ามีเหตุผลสมควรที่ต้องตรวจสอบอย่างโปร่งใสและรอบคอบ เพราะถ้ามีการดำเนินการล่วงหน้าก่อนการรับตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องจริยธรรมของการบริหารราชการได้ นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าการเน้นย้ำว่าไม่มีการโยกย้ายหรือเปลี่ยนแปลงข้าราชการตามพรรคการเมือง ถือเป็นการยืนยันความเป็นมืออาชีพของข้าราชการที่ปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบราชการมีความมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สำหรับกรมทางหลวงชนบทและกรมปศุสัตว์ที่กล่าวถึงเรื่องความจำเป็นในการรักษาความเชี่ยวชาญทางด้านปศุสัตว์ ผมเห็นด้วยว่าการใช้ผู้ที่มีความเฉพาะทางและมีความรู้ความสามารถตรงกับหน้าที่ย่อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงาน และลดปัญหาความไม่ชัดเจนจากการบริหารที่ไม่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการเปิดพื้นที่พูดคุยและรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดเผยระหว่างผู้บริหารกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีของนายราเชน เป็นสิ่งที่ช่วยลดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในทุกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริหารงานราชการในระยะยาว สุดท้ายนี้ การที่นายสุริยะยืนยันจะดำเนินคดีหากมีการนำเสนอข้อเท็จจริงเท็จ ถือเป็นสัญญาณสำคัญให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาความถูกต้องและความซื่อสัตย์ในงานราชการ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเหล่านี้ต้องอยู่บนหลักของความเป็นธรรมและกฎหมายเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่สังคมโดยรวม
