5/31 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนค้นคำว่า “เฉด แปลว่า” เพราะเจอในบทสนทนาเรื่องแต่งหน้า ย้อมผม หรือเวลาเรียนเรื่องสี/Personal Color แล้วงงว่ามันต่างจาก “โทน” ยังไง จากที่เราใช้สอนและอธิบายกับคนที่เริ่มต้นเรื่องสี คำว่า “เฉด” ในภาษาไทยมักใช้หมายถึง “ระดับความเข้ม–อ่อนของสี” หรือ “ความแตกต่างย่อยๆ ของสีเดียวกัน” เช่น น้ำเงินเฉดเข้ม vs น้ำเงินเฉดอ่อน แต่ในงานสีแบบจริงจัง (เช่น Color Wheel, การ Mix & Match Color และ Personal Color) จะมีคำที่คล้ายกัน 3 ตัวที่คนมักสับสน คือ Shade / Tint / Tone ซึ่งช่วยให้เราพูดเรื่องสีได้ชัดขึ้น 1) Shade Color (เฉดเข้ม) Shade คือ “สีเดิม + สีดำ” พอเติมดำลงไป สีจะเข้มขึ้น ลึกขึ้น และดูหนักแน่นขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ: Blue + Black = Navy/น้ำเงินเข้ม เวลาเลือกเสื้อผ้า Shade มักทำให้ลุคดูสุขุม แพง เนี้ยบ และเหมาะกับงานทางการ แต่ถ้าเข้มมากอาจทำให้หน้าดูดรอปได้ในบางคน 2) Tint Color (สีอ่อน/พาสเทล) Tint คือ “สีเดิม + สีขาว” จะทำให้สีอ่อนลง นุ่มลง กลายเป็นแนว Pastel หรือ Baby Color ตัวอย่าง: Blue + White = ฟ้าอ่อน คนที่แต่งตัวลุคหวาน สบายๆ มักใช้ Tint แล้วดูละมุน แต่ถ้าอ่อนเกินไปบางคนจะดูจืดได้ 3) Tone Color (สีตุ่น) Tone คือ “สีเดิม + สีเทา” ผลคือสีจะหม่นลง/ตุ่นลง ดูนุ่มแบบผู้ใหญ่ขึ้น เช่น น้ำเงินอมเทา เวลาแต่งตัวโทนตุ่นมักให้ความรู้สึกมินิมอล สุภาพ และแมตช์ง่าย โดยเฉพาะลุคทำงาน ถ้าอยากจำแบบเร็วๆ: - Shade = เติมดำ = เข้มขึ้น - Tint = เติมขาว = อ่อนลง - Tone = เติมเทา = ตุ่นลง ทริคที่เราใช้เวลาเลือกสีให้ตัวเองก่อนเรียน Personal Color คือ ลองเทียบ 3 แบบนี้ใกล้หน้า (แสงธรรมชาติยิ่งดี) แล้วดูว่าแบบไหนทำให้หน้า “สว่าง” ตาใส ผิวดูเนียน และรอยคล้ำดูเบาลง นั่นแปลว่าเราเริ่มจับทางสีที่เข้ากับตัวเองได้แล้ว สุดท้ายคำว่า “เฉด” ในชีวิตประจำวันจะใช้กว้างๆ ก็ได้ แต่ถ้าจะพูดให้เป๊ะตามทฤษฎีสี แนะนำให้ใช้คำว่า Shade/Tint/Tone ให้ตรงกับวิธีผสมสี จะช่วยให้เลือกสีเสื้อผ้า แต่งหน้า และจับคู่สีได้ง่ายขึ้นมาก