Automatically translated.View original post

Who is it? It has to be. All in all, it's worthless.

"Some happiness is only when we try to pursue it," but once we have possession, that passion or excitement disappears into a habit of forgetting its value.

Are we addicted to 'feelings of desire' or do we really want their 'value'?

"Don't let the things we tried to die for become worthless things with dust in the house.

# Muse arachnid # Pimp # Trending # Life quotes must fight # harleydevidson

5/17 Edited to

... Read moreผมเองก็เคยเจอกับสถานการณ์ที่เหมือนในบทความนี้อย่างมาก หลายครั้งที่วิ่งตามของที่อยากได้ ใจแทบสลาย แต่พอได้มาแล้วกลับรู้สึกเฉย ๆ เหมือนของที่ได้ไม่น่าจะคุ้มกับที่เสียไป ทั้งเวลาและเงิน วันนี้เลยอยากแชร์วิธีที่ช่วยให้ผมจัดการกับความอยากและคุณค่าของสิ่งของได้ดีขึ้น แรกเลย ผมพยายามถามตัวเองก่อนจะซื้อทุกครั้งว่า “เรากำลังอยากได้จริงๆ หรือแค่ติดกับความรู้สึกอยากได้ชั่ววูบ?” บางทีเราแค่เห็นของสวย เลยอยากมี ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้ใช้งานหรือไม่จำเป็น เมื่อถามแบบนี้ก็ช่วยลดการซื้อมากเกินจำเป็นได้ ผมยังลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะซื้อด้วยว่า สิ่งนี้จะช่วยตอบโจทย์ชีวิตหรือเพิ่มคุณค่าได้จริงไหม หรือแค่ชั่วคราว เมื่อเราเจอคำตอบชัดเจนก็จะไม่หลงไปกับความตื่นเต้นที่มาพร้อมกับการซื้อของ อีกเรื่องที่เจ๋งมากคือการตั้งกฎให้ตัวเอง เช่น ต้องรออย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนซื้อถ้ามันไม่จำเป็นมาก หรือเก็บเงินก้อนนั้นไว้ก่อนเสมอ การเว้นจังหวะนี้ทำให้เราได้เวลาคิดทบทวนมากขึ้น และเห็นคุณค่ากับสิ่งที่มีอยู่มากขึ้น ท้ายสุด การดูแลรักษาของที่มีและใช้มันอย่างตั้งใจ ทำให้ของเหล่านั้นยังคงความหมายและมูลค่าในใจเรามากขึ้น ผมเคยเห็นของที่ซื้อมาแพงมาก แต่ถูกวางทิ้งจนไร้ค่า ถ้าโยงกับเนื้อความ OCR ในบทความที่ว่าด้วย “ความอยากชั่ววูบ” และ “คุณค่าที่แท้จริง” เหล่านั้น จะชัดเจนว่าการตระหนักถึงคุณค่าและใช้ของให้เป็นสิ่งสำคัญกว่าการแค่ได้ครอบครอง สรุปง่ายๆ คือ การยอมรับและเข้าใจธรรมชาติของความอยากจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้มีความสุขกับของที่มี ไม่ใช่วิ่งตามของใหม่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงคืออะไร การเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าจากสิ่งเดิม ๆ ที่เรามีอยู่ ทำให้ชีวิตไม่ฟุ้งซ่าน เก็บเงินได้และมีความสุขมากขึ้นครับ